แม่และเด็ก

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

เมื่อลูกผวาโรงเรียน พ่อแม่ต้องเร่งไขปริศนา




เมื่อลูกผวาโรงเรียน พ่อแม่ต้องเร่งไขปริศนา (ข่าวสด)


ปัญหาครูทำร้ายทุบตีเด็กนักเรียนที่เป็นข่าวฟ้องร้องดำเนินคดีกันนั้น เป็นตัวอย่างให้พ่อแม่ ผู้ปกครองไตร่ตรองว่า จะหาสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลที่ดีกับลูกหลานอย่างไร

นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ กรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก ให้ข้อชี้แนะพ่อแม่ผู้ปกครอง ก่อนที่จะ ส่งลูกเข้าเรียนอนุบาลว่า ควรตรวจสอบและสำรวจให้รอบคอบในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบการเรียนการสอน การจัดหาบุคลากรว่ามีคุณภาพเพียงไร และความปลอดภัย

เกณฑ์ที่ควรพิจารณา ได้แก่ ด้านบุคลากร คือ ครูหรือผู้ดูแลเด็กมีคุณสมบัติ และวัยวุฒิเหมาะสมหรือไม่ เช่น ครูมีอายุน้อยเกินไป มักจะก่ออันตรายแก่ชีวิตของเด็กมาหลายราย เพราะครูกลุ่มนี้จะไม่เข้าใจพัฒนาการของเด็กและไม่สามารถจัดการกับพฤติกรรม ของเด็กได้ จึงใช้ความรุนแรงต่อเด็ก

ผู้ ปกครองควรพูดคุยสอบถามความเป็นมาของครูแต่ละคน ว่าเข้ามาสมัครในโรงเรียนได้อย่างไร โรงเรียนมีกระบวนการคัดเลือกเช่นไร เกณฑ์วัดต่างๆ ดูว่าครูมีความรู้เกี่ยวกับเด็ก พัฒนาการของเด็ก หรือมีการจัดแผนการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับวัยอนุบาลหรือไม่ หรือ มีการพูดคุยกับผู้บริหารถึงระบบการสอนของโรงเรียน จำนวนครูต่อจำนวนเด็ก ซึ่งตามมาตรฐานควรมีครูผู้ดูแลเด็กอย่างน้อย 2 คนในภายหนึ่งชั้นเรียน เพื่อช่วยกันดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึง เพราะหากเกิดความวุ่นวายขึ้นภายในห้องเรียน ครูคนหนึ่งเข้าไปจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนครูอีกคนหนึ่งจะได้ช่วยดูเด็กที่เหลือให้ปลอดภัย

อีกด้านที่ควรพิจารณา คือ กิจกรรมที่ให้เด็กทำตอบสนองต่อพัฒนาการของเด็กอย่างไรบ้าง เพราะ ตามมาตรฐานในห้องเรียนอนุบาลควรมีการจัดมุมห้องเป็น 5 มุม เพราะเด็กวัยอนุบาลช่วงอายุระหว่าง 3-6 ปี สมาธิจะไม่มากหรือสมาธิสั้น จะใช้เวลาในการทำกิจกรรมใดๆ ได้ไม่ยาวนานนัก ซึ่งจะสอดคล้องกับระยะเวลาที่เด็กจะให้ความสนใจ เช่นเดียวกับการกำหนดคาบเรียนของเด็กชั้นประถมศึกษา เรียน 45 นาที พัก 15 นาที ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นที่ผู้ปกครองต้องรู้ และผู้ปกครองควรเตรียมความพร้อมให้เด็กวัยนี้ ซึ่งเด็กจะต้องรู้ว่าการเข้าเรียนอนุบาล สังคมแวดล้อมจะเปลี่ยนไป จากที่อยู่บ้าน ตนเองจะเป็นศูนย์กลางและได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากผู้อื่นในครอบครัว เมื่อมาอยู่ที่โรงเรียนจะมีเพื่อนวัยเดียวกันหลายคน คุณครูจะเป็นศูนย์กลางในการดูแล เด็กจะไม่ได้รับการปฏิบัติหรือดูแลเป็นพิเศษเหมือนในครอบครัว

อีกด้านที่สำคัญและไม่ควรละเลย คือ การบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัย ผู้ปกครองต้องสำรวจตรวจตราโรงเรียนว่ามีระบบดูแลความปลอดภัยให้แก่เด็กอย่าง ไรบ้าง เช่น การตรวจสอบวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการเรียนการสอน เครื่องเล่นของเด็กมีความคงทน แข็งแรงและเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ตัวอย่างเช่น ของเล่นที่นำมาให้เด็กเล่น ใช้สีปนเปื้อนด้วยสารอันตรายที่เป็นพิษหรือไม่ เครื่องใช้พลาสติก ให้สังเกตจากสัญลักษณ์สามเหลี่ยมภายใต้อุปกรณ์จะบอกได้ว่าเหมาะสมสำหรับเด็ก หรือไม่

ลักษณะการออกแบบอาคารสถานที่สอดคล้องกับวัยของเด็กหรือไม่ มีแง่มุมที่เป็นอันตราย หรือมีมุมอับ ซอกหลืบที่เด็กเข้าไปหลบได้หรือไม่ จัดระบบป้องกันมิให้เด็กอยู่ตามลำพังหรือไม่ ห้องน้ำเด็กไม่ควรอยู่ในที่ลับหลังอาคารเรียน และไม่ควรมีประตูห้องน้ำ 2 ชั้น หรือปิดทึบ เพราะอาจเกิดการแอบเข้าไปรังแกเด็กได้ในบางกรณี พื้นสนามหรือบริเวณที่เด็กวิ่งเล่น เป็นพื้นหญ้า พื้นทราย หรือพื้นซีเมนต์ ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์หากเด็กวิ่งเล่นแล้วหกล้มอาจได้รับบาดเจ็บร้ายแรง

การรับ-ส่งเด็ก มีมาตรการใดที่ชี้ชัดว่าเป็นผู้ปกครองคนเดียวกันที่มาส่งและรับเด็ก ควร มีบัตรประจำตัวผู้ปกครอง และควรมีการจัดพื้นที่ในการส่ง-รับเด็ก ไม่ควรให้ผู้ปกครองสามารถเข้าไปรับเด็กได้ถึงในห้องเรียน เพื่อป้องกันมิให้บุคคลอื่นเข้าถึงตัวเด็กและก่ออันตรายกับเด็กได้

ประการ สำคัญควรดูว่า ระบบการดูแลบุคลากร ของผู้บริหารโรงเรียนมีความใกล้ชิด แก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ครูทุกคนที่ทำร้ายเด็กควรถูกไล่ออก เพิกถอนใบประกอบวิชาชีพ พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญา เพราะครูทุกคนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างเหมาะสม

เมื่อ ส่งลูกเข้าเรียนไปแล้ว ควรต้องติดตามความเป็นไปในชีวิตของลูกอย่างใกล้ชิด พูดคุยสื่อสารกับลูก สอบถามถึงการใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียน การเล่นกับเพื่อน หรือกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน

มีข้อสังเกตที่ผู้ปกครองจะต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ คือ หากลูกไม่อยากไปโรงเรียน ร้องไห้ไม่อยากไป ซึ่งไม่นับรวมในช่วงหนึ่งหรือสองสัปดาห์แรกสำหรับเด็กเพิ่งเข้าเรียนใหม่ เพราะเป็นเรื่องของการปรับตัว แต่ควรสังเกตว่าคุณครูหรือทางโรงเรียนมีวิธีการดูแลเด็กอย่างไร หากเด็กไม่อยากเข้าเรียน เพราะการจัดการกับพฤติกรรมนี้ไม่ใช่เรื่องยาก หากครูรู้ถึงพัฒนาการของเด็ก

เด็กทุกคนมีความอยากรู้อยากเห็น อยากเล่นสนุก หากครูรู้จะใช้วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจ โน้มน้าวใจให้เด็กเห็นว่าอยู่โรงเรียนมีกิจกรรมสนุกๆให้ทำมากมาย และอยู่ไม่นานผู้ปกครองก็จะมารับกลับ ตรงจุดนี้ผู้ปกครองและครูควรร่วมกันทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่นและไว้ใจว่า อยู่โรงเรียนแล้วสนุก พ่อแม่ก็มารับกลับตรงเวลา แต่ โดยส่วนมากเด็กไม่อยากอยู่โรงเรียนเพราะโรงเรียนมีการใช้กฎระเบียบวินัย มาบังคับเด็ก ให้ทำตามซึ่งจะทำให้เด็กเกิดความวิตกกังวลในเรื่องที่ตนขาดเสรีภาพ เพราะเด็กวัยนี้มีความอดทนน้อย หากต้องให้ทำอะไรนานๆ จะรู้สึกอึดอัดไม่มีอิสระ

การที่พ้นหนึ่งหรือสองสัปดาห์แรกแล้ว เด็กยังไม่อยากไปโรงเรียน แสดงว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้น เด็ก บางคนเมื่อถึงเวลาไปโรงเรียนจะรู้สึกหวาดกลัว หน้าซีด ตัวสั่น มือเท้าเย็น หรือร้องไห้อย่างอ้อนวอน หรือผู้ปกครองต้องฉุด กระชาก ดึงอย่างไรลูกก็ยังตัวแข็งไม่ยอมไปเรียน แสดงว่าภายในโรงเรียนมีการใช้ความรุนแรงหรือมีการกระทำที่ร้ายแรงเกิดขึ้น กับตัวเด็ก ผู้ปกครองต้องคอยสังเกต ไม่ต้องรอให้มีร่องรอยบาดแผลตามตัวเด็ก

หาก มีการทำร้ายเด็กเกิดขึ้นจริง ผู้ปกครองควรแจ้งเรื่องไปยังหน่วยงานคุ้มครองเด็ก พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 หรือแจ้งไปยังผู้ชำนาญพิเศษหรือหน่วยงานที่ดูแลควบคุมมาตรฐานของสถานรับ เลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนนั้น ได้แก่ หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งกระทรวงหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเข้าไปตรวจสอบ หากพบว่าสถานที่ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องลงโทษทางอาญาใช้อำนาจของศาลสั่งห้ามดำเนินการและปิดกิจการ


credit : www.kapook.com

ป้ายกำกับ: , ,

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

สมัครสมาชิก ส่งความคิดเห็น [Atom]

<< หน้าแรก