แม่และเด็ก

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

โรคตาในเด็ก (เดลินิวส์)

ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยในปัจจุบันน่าเป็นห่วง เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของการดูแลและปกป้องสุขภาพดวงตาของลูกน้อย โดยมักจะพามาพบจักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาแล้ว

ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า พ่อแม่ควรให้ความสำคัญใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา และส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ เพราะพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็กนั้น ถือว่าเป็นประตูสู่การเรียนรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการรอบด้านที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็ก โดยมีผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็กมากถึง 80-90% ดังนั้น หากเด็กมีปัญหาพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นภาพไม่สมบูรณ์ ก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้

ในปัจจุบันพบว่าปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากในอดีต คือ จากเดิมมักจะเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เปลี่ยนเป็นโรคที่เกี่ยวกับสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติทางด้านการมองเห็นมากขึ้น เช่น โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา และโรคตาขี้เกียจ โดยอาการของโรคจอประสาทตานั้น จะทำให้เด็กมองเห็นภาพไม่ปกติ มองเห็นภาพเลือนราง พ่อแม่ต้องสังเกตจากพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก เช่น เด็กไม่จ้องหน้า ตาแกว่ง ไม่มีพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นตามวัย หรือ การวิ่งเข้าไปดูสิ่งของใกล้ๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กอาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

โรคจอประสาทตาในเด็ก อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม การขาดสารอาหารบางชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่ เด็กคลอดก่อนกำหนด มีผลการศึกษาพบว่าเด็กคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,250 กรัม จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตากว่า 60% และในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 750 กรัม มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวถึง 90% ซึ่งโรคจอประสาทตาในเด็กนี้ ถือเป็นสาเหตุหลักอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กตาบอดในที่สุด

จอประสาทตา เป็นส่วนสำคัญที่สุดต่อการรับภาพและมองเห็นภาพชัดเจน ทำหน้าที่เป็นสัญญาณรับภาพ ดังนั้นเมื่อจอประสาทตาผิดปกติ หรือถูกทำลายจะทำให้สูญเสียการมองเห็นเป็นภาพเลือนราง ซึ่งจอประสาทตานี้อาจโดนทำลายจากภาวะมลพิษทางแสงที่อยู่รอบๆ ตัวเรา โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ซึ่งการให้เด็กรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนช่วยบำรุงสายตาอาจช่วยได้ เช่น อาหารที่มีวิตามินเอ จำพวกผักบุ้ง ผักตำลึง และสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับภาวะมลพิษทางแสงที่จะไปทำลายจอประสาทตา มีมากในน้ำนมแม่

พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสายตาของลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะโดยปกติพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กจะมีการ พัฒนาการสูงสุดในช่วง 4 ขวบปีแรก โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอด เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ขวบ และพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 8-10 ขวบ ดังนั้น การดูแลและป้องกันลูกน้อยจากอาการผิดปกติทางสายตา และส่งเสริมให้เด็กมองเห็นภาพชัดเจนในช่วงอายุดังกล่าวจึงมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

ทั้งนี้ พ่อแม่สามารถส่งเสริมความฉลาดของลูกผ่านพัฒนาการทางสายตาด้วยของเล่นสีสด เช่น ของเด็กเล่นสำหรับเด็กอายุ 1-2 เดือน สามารถใช้ของเล่นสีสดขนาดใหญ่พอสมควร ให้เด็กฝึกใช้สายตาจ้องมองและค่อยๆ ลดขนาดลงเมื่อลูกโตขึ้น และสำหรับเด็ก 1-2 ขวบ อาจใช้สมุดภาพที่มีสีสัน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการสายตาและการเรียนรู้ของเด็กได้อีกด้วย

การดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ สามารถให้ลูกดูหรือเล่นได้ตั้งแต่เล็ก เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการที่ดีแก่เด็กได้ แต่พ่อแม่ต้องแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยให้ลูกพักสายตาทุกๆ ครึ่งชั่วโมง สัก 4-5 นาที และหมั่นสังเกตการใช้สายตาของลูก หากมีข้อสงสัยว่าลูกจะมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กชอบดูทีวีใกล้ เอียงคอมอง หรี่ตามอง การมองเห็นผิดปกติ ไม่มองตาม ตาเข ตาแกว่ง ตาสั่น หรือขนาดตา 2 ข้างไม่เท่ากัน ควรพาลูกไปปรึกษาจักษุแพทย์ทันที


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: , , , ,

โรคตาในเด็ก (เดลินิวส์)

ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยในปัจจุบันน่าเป็นห่วง เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของการดูแลและปกป้องสุขภาพดวงตาของลูกน้อย โดยมักจะพามาพบจักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาแล้ว

ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า พ่อแม่ควรให้ความสำคัญใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา และส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ เพราะพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็กนั้น ถือว่าเป็นประตูสู่การเรียนรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการรอบด้านที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็ก โดยมีผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็กมากถึง 80-90% ดังนั้น หากเด็กมีปัญหาพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นภาพไม่สมบูรณ์ ก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้

ในปัจจุบันพบว่าปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากในอดีต คือ จากเดิมมักจะเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เปลี่ยนเป็นโรคที่เกี่ยวกับสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติทางด้านการมองเห็นมากขึ้น เช่น โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา และโรคตาขี้เกียจ โดยอาการของโรคจอประสาทตานั้น จะทำให้เด็กมองเห็นภาพไม่ปกติ มองเห็นภาพเลือนราง พ่อแม่ต้องสังเกตจากพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก เช่น เด็กไม่จ้องหน้า ตาแกว่ง ไม่มีพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นตามวัย หรือ การวิ่งเข้าไปดูสิ่งของใกล้ๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กอาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

โรคจอประสาทตาในเด็ก อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม การขาดสารอาหารบางชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่ เด็กคลอดก่อนกำหนด มีผลการศึกษาพบว่าเด็กคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,250 กรัม จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตากว่า 60% และในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 750 กรัม มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวถึง 90% ซึ่งโรคจอประสาทตาในเด็กนี้ ถือเป็นสาเหตุหลักอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กตาบอดในที่สุด

จอประสาทตา เป็นส่วนสำคัญที่สุดต่อการรับภาพและมองเห็นภาพชัดเจน ทำหน้าที่เป็นสัญญาณรับภาพ ดังนั้นเมื่อจอประสาทตาผิดปกติ หรือถูกทำลายจะทำให้สูญเสียการมองเห็นเป็นภาพเลือนราง ซึ่งจอประสาทตานี้อาจโดนทำลายจากภาวะมลพิษทางแสงที่อยู่รอบๆ ตัวเรา โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ซึ่งการให้เด็กรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนช่วยบำรุงสายตาอาจช่วยได้ เช่น อาหารที่มีวิตามินเอ จำพวกผักบุ้ง ผักตำลึง และสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับภาวะมลพิษทางแสงที่จะไปทำลายจอประสาทตา มีมากในน้ำนมแม่

พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสายตาของลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะโดยปกติพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กจะมีการ พัฒนาการสูงสุดในช่วง 4 ขวบปีแรก โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอด เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ขวบ และพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 8-10 ขวบ ดังนั้น การดูแลและป้องกันลูกน้อยจากอาการผิดปกติทางสายตา และส่งเสริมให้เด็กมองเห็นภาพชัดเจนในช่วงอายุดังกล่าวจึงมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

ทั้งนี้ พ่อแม่สามารถส่งเสริมความฉลาดของลูกผ่านพัฒนาการทางสายตาด้วยของเล่นสีสด เช่น ของเด็กเล่นสำหรับเด็กอายุ 1-2 เดือน สามารถใช้ของเล่นสีสดขนาดใหญ่พอสมควร ให้เด็กฝึกใช้สายตาจ้องมองและค่อยๆ ลดขนาดลงเมื่อลูกโตขึ้น และสำหรับเด็ก 1-2 ขวบ อาจใช้สมุดภาพที่มีสีสัน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการสายตาและการเรียนรู้ของเด็กได้อีกด้วย

การดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ สามารถให้ลูกดูหรือเล่นได้ตั้งแต่เล็ก เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการที่ดีแก่เด็กได้ แต่พ่อแม่ต้องแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยให้ลูกพักสายตาทุกๆ ครึ่งชั่วโมง สัก 4-5 นาที และหมั่นสังเกตการใช้สายตาของลูก หากมีข้อสงสัยว่าลูกจะมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กชอบดูทีวีใกล้ เอียงคอมอง หรี่ตามอง การมองเห็นผิดปกติ ไม่มองตาม ตาเข ตาแกว่ง ตาสั่น หรือขนาดตา 2 ข้างไม่เท่ากัน ควรพาลูกไปปรึกษาจักษุแพทย์ทันที


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: , , , ,

พ่อจ๋าแม่จ๋า...กลับมาเร็ว ๆ นะ (รักลูก)

โดย : เติบใหญ่วัยซน 1-3 ปี เพียงขวัญ

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์

กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์

สภาพเศรษฐกิจอย่างปัจจุบัน ส่งผลให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ครอบครัว ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จึงทำให้ช่วงกลางวันไม่ได้อยู่กับลูก เอ...แล้วจะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกหรือเปล่านะ ?

ทำงานนอกบ้าน...ข้อดี vs ข้อเสีย

ข้อดี ของการที่คุณพ่อคุณแม่ออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ คืออยู่บ้านตลอด 24 ชม. อาจทำให้คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าไม่มีผลงานที่ชัดเจน จนเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเอง

แต่พอได้ออกไปทำงานข้างนอกก็รู้สึกว่าตัวเองมีผลงาน สามารถทำงานได้ ทำให้มีสุขภาพจิตดีเวลากลับเข้าบ้านก็จะสามารถมาเล่นกับลูก หรือสามารถกระตุ้นพัฒนาการลูกได้ดีกว่าอยู่บ้านแต่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำประโยชน์อย่างเต็มที่

นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจรู้สึกว่าอยู่บ้านแล้วเครียดถ้าได้ทำงานแล้วจะรู้สึกผ่านคลาย ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตเช่นกัน ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์ต่อเนื่องค่ะ เพราะถ้าพ่อแม่อารมณ์ดีสุขภาพจิตดีรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า กลับมาก็จะรู้สึกว่าเล่นกับลูกได้อย่างมีควาสุขมากขึ้น ลูกเองก็จะอารมณ์ดี และมีความสุข

ข้อเสีย มี 2 ข้อใหญ่ ๆคือ

เครียด เมื่อคุณพ่อคุณแม่เครียดมาก ๆ ก็อาจมาลงกับลูกได้ เพราะรู้สึกว่าทำงานมาตลอดทั้งวันก็เหนื่อยมากแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านจึงอยากพักผ่อน ไม่อยากเล่นกับลูก

ขาดโอกาสเข้าใจลูก เพราะเวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ทำงาน ส่วนลูกก็ให้คุณปู่คุณย่าหรือคุณตาคุณยายช่วยเลี้ยง จึงวางใจว่าลูกจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี และไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดลูกอย่างเต็มที่

เมื่อคุณพ่อคุณแม่กลับจากทำงานก็พักผ่อน ในขณะที่ลูกวัย 1-3 ปี อยู่ในช่วงวัยของการพัฒนาอารมณ์ อาจมีการต่อต้าน มีการทดลองว่าถ้าเขาทำแบบนี้แล้วพ่อแม่จะทำอย่างไร เป็นวัยที่กำลังเรียนรู้การปรับอารมณ์ การวางตัว รวมทั้งเรื่องความสามารถของตัวเอง

ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจพฤติกรรมลูก ก็อาจเกิดปฏิกิริยาได้หลายแบบ เช่น ถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่กลุ่มที่มีบุคลิกแบบสมยอมก็ตามใจลูก ลูกอยากได้อะไรก็หาให้หมดเลย แต่หากเป็นพ่อแม่กลุ่มที่เป็นแบบเด็ดขาดก็จะพยายามเอาชนะลูก และสิ่งที่จะตามมาล้วนแต่เกิดผลเสียกับลูกทั้งนั้นค่ะ

จะเกิดอะไรกับลูก ? หากทำงานจนห่างลูก

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ลูกมีตั้งแต่ลูกเอาแต่ใจ ก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังใคร จนถึงซึมเศร้า ไม่พูด เก็บตัว กลัวคน หรืออาจจะติดทีวี

ซึ่งวัย 1-3 ปี เป็นวัยที่ต้องการความผูกพันแบบลึกซึ้ง และมักเลียนแบบผู้ใกล้ชิด ลูกจะเป็นอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ด้วยกัน แต่ลูกก็ยังเกิดความผูกพันลึกซึ้งกับใครคนใดคนหนึ่งไม่มากเท่ากับเด็กที่มีคุณพ่อหรือคุณแม่อยู่ด้วยทั้งวัน จึงทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย และไม่อบอุ่นเท่าที่ควร

ส่วนผลกระทบในอนาคตนั้นไม่แน่ว่าจะมีหรือไม่ เพราะหลังจาก 3 ขวบ ลูกก็จะเข้าโรงเรียน ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ที่ไปถ้าเขาไปอยู่โรงเรียนที่ครูใส่ใจ เข้าใจพัฒนาการเด็กก็อาจจะช่วยได้ แต่หากไปอยู่โรงเรียนที่ครูไม่สามารถใส่ใจเด็กได้ด้วยข้อจำกัดที่ปริมาณเด็กมาก ก็จะมีปัญหาระยะยาวแน่ ๆ ค่ะ

สิ่งที่ลูกวัยนี้ต้องการคือ คนที่ทำให้เขารู้สึกว่าไว้ใจได้ อยุ่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และตอบสนองเขาได้อย่างเหมาะสม มากกว่าเพียงอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมปลอดภัย ซึ่งจะมีใครทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่าคุณพ่อคุณแม่ล่ะคะ ?

แต่หากจำเป็น คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องหาพี่เลี้ยงที่เข้าใจพัฒนาการเด็กใส่ใจเด็ก หรือหาเนิร์สเซอร์รี่ที่สถานที่มีความปลอดภัย ดูเรื่องความสะอาดของอาหารการกิน จำนวนพี่เลี้ยงและเด็กต้องสมดุลกัน คือพี่เลี้ยง 1 คน ต้องไม่ดูแลเด็กมากเกิน 4 คน

แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณพ่อคุณแม่เองด้วยค่ะ หากตระหนักและหมั่มเต็มเติมความต้องการของลูก กลับมาจากทำงานก็มาชดเชยให้ลูกในช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์ ก็จะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ

เรื่องนี้ไม่ต้องลืม

การที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันทำงานนอกบ้านทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ แต่ก็มีเรื่องที่ต้องใส่ใจเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับลูก คือ

อย่าให้งานทำร้าย อย่าปล่อยให้ความเครียดจากในที่ทำงานมาทำร้ายลูกและครอบครัว สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เก็บความเครียดจากที่ทำงานกลับมาบ้านด้วย

กินข้าวเย็นร่วมกัน คุณพ่อคุณแม่ควรกลับมากินข้าวเย็นกับลูกเพื่อเป็นเวลาที่ทุกคนมีความสุขร่วมกัน เป็น happy time นอกจากนี้ยังทำให้รู้จักลูกด้วยว่า เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

เล่นกับลูก เมื่อกลับมาแล้วไม่เปิดทีวีจนกว่าลูกจะหลับ แล้วใช้เวลาเล่นกับลูกจะช่วยให้ลูกรู้สึกว่ามีคนใส่ใจเขา รักเขาอย่างลึกซึ้งคุณพ่อคุณแม่เองก็จะได้รู้จักลูกมากขึ้นด้วยค่ะ

วันหยุดสุดคุ้ม เปลี่ยนจากการพาลูกไปเที่ยวที่ห้างในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ มาเป็นการหากิจกรรมที่จะทำให้ทุกคนได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน อย่างเช่น อยู่บ้านแล้วเล่นด้วยกัน เป็นต้น

แม้จะเป็นการทำเพื่อลูกแต่สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดก็คือ ความรัก ความอบอุ่นใกล้ชิดจากพ่อแม่ เพราะฉะนั้น วันนี้อย่าทำงานเพลินจนลืมนึกถึงเจ้าตัวน้อยที่คอยอยู่ที่บ้านนะคะ






ขอขอบคุณข้อมูลจาก



รักลูก

ป้ายกำกับ: , ,