แม่และเด็ก

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ตั้งไข่...ไม่อันตราย (รักลูก)

ว้าว! ตื่นเต้นและดีใจที่สุดเลยค่ะ ก็เจ้าตัวเล็กของดิฉันสิคะเริ่มตั้งไข่แล้ว อีกไม่นานก็คงจะวิ่งไล่จับกันไม่ทันเลยล่ะ แค่คิดก็สนุกและมีความสุขแล้วค่ะ

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยกำลังหัดตั้งไข่ ก็คงอยู่ในอารมณ์เดียวกัน วันนี้ดิฉันเลยอยากชวนคุณๆ มาจัดบ้านเพื่อช่วยให้ลูกตั้งไข่อย่างปลอดภัย อ้อ! มีวิธีช่วยลูกตั้งไข่มาฝากด้วยนะคะ

เมื่อหนู...เริ่มตั้งไข่

ลูกวัย 9-12 เดือนจะเริ่มอยากช่วยเหลือตัวเองในบางเรื่อง เช่น อยากหยิบอาหารเข้าปากเอง ต้องการลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง ลูกจะเริ่มคลานได้คล่อง เริ่มเกาะสิ่งของใกล้ตัวเพื่อยืน โดยใช้พลังแขนช่วยเหนี่ยวตัวเอง และเริ่มเกาะเดิน

ในระหว่างที่เริ่มหัดยืนลูกยังมีความกลัวอยู่ด้วย เพราะเริ่มรับรู้แล้วว่าระหว่างตัวเองกับสิ่งรอบๆ ข้าง มีระยะห่างที่ทำให้ล้มลงได้การยืนขึ้นจึงยังเป็นเรื่องที่ทั้งท้าทาย และสร้างความหวาดกลัวได้ในเวลาเดียวกัน

เมื่อเริ่มเกาะยืนได้ ลูกจะลุกขึ้นยืนและลองนั่งลงใหม่ทำแบบนี้ได้ทั้งวัน แต่การนั่งลงอาจจะยังทำได้ไม่ถนัดในช่วงแรก เพราะยังบังคับกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการนั่งและยืนได้ไม่ดีนัก ทำให้อาจจะก้นจ้ำเบ้าตอนนั่งลง แต่เมื่อลูกได้ฝึกบ่อยๆ ก็จะทำได้ดีขึ้นค่ะ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสนับสนุนและให้กำลังใจลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกมั่นใจและมีความพยายามอย่างเต็มที่

ตั้งไข่...ในพื้นที่ปลอดภัย

นอกจากกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่แล้ว สิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญต่อการตั้งไข่ของลูก เพราะเขาอาจเกิดอันตรายจากสิ่งที่ยืดเกาะหรือจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวนั่นเอง เรามาเตรียมพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อเอื้อต่อการตั้งไข่ของลูกกันดีกว่าค่ะ

จัดพื้นที่ให้โล่งกว้างและนุ่ม เพื่อให้ลูกมีที่เพียงพอสำหรับการเกาะยืนเกาะเดิน หัดก้าวเดิน พื้นควรนุ่มนิดๆ เพื่อลดแรงกระแทกเวลาที่ลูกนั่งก้นจ้ำเบ้า

เฟอร์นิเจอร์ต้องมั่นคงปลอดภัย หากบริเวณที่จัดไว้ให้ลูกหัดตั้งไข่ มีเฟอร์นิเจอร์ที่จะเกาะยืน เกาะเดินได้ ควรเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรงมั่นคง ไม่เคลื่อนที่หรือล้มง่าย ตรวจดูไม่ให้บนเฟอร์นิเจอร์มีผ้าปูที่ลูกจะดึงลงมาได้หรือมีสิ่งของที่ลูกจะเอามือไปปัดจนตกลงมาเป็นอันตรายได้ด้วย

ปิดเหลี่ยมมุมเฟอร์นิเจอร์ นอกจากความมั่นคงแข็งแรงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรปิดเหลี่ยมมุมและความแหลมคมของเฟอร์นิเจอร์ให้เรียบร้อยด้วยนะคะ เช่น ตามขอบหรือมุมโต๊ะ ตู้ ฯลฯ อาจใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ หุ้มไว้ก็ได้

ดูแลอยู่ใกล้ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่ใกล้ๆ เจ้าตัวเล็กนะคะ เพื่อคอยดูแลหรือให้ความช่วยเหลือตามสมควรในยามที่ลูกต้องการเพราะนอกจากจะช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกด้วยค่ะ

Tips ช่วยหนู...ตั้งไข่

ใช้ของเล่นเป็นตัวช่วย คุณพ่อคุณแม่อาจวางของเล่นที่ลูกชอบไว้บนโต๊ะ เพื่อให้ลูกพยายามยืนและเล่นของชิ้นนั้นขณะที่กำลังยืน หรืออาจชูของเล่นขึ้น เพื่อล่อให้ลูกลุกขึ้นจับ และเมื่อลูกเริ่มก้าวเดินได้แล้วอาจจะใช้ของเล่นลากจูง เพื่อจูงใจให้ลูกสนุกกับการก้าวเดินมากขึ้นค่ะ

แรงจูงใจจากเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ควรหาโอกาสพาลูกไปเจอกับเด็กวัยเดียวกัน เพราะเมื่อได้เห็นเด็กคนอื่นยืนหรือเริ่มเดินได้ จะเป็นตัวอย่างและเป็นแรงผลักคันให้ลูกมีความพยายามที่จะยืนหรือเดินได้เองบ้าง

บริหารกล้ามเนื้อด้วยการให้ลูกยืนบนตักของคุณพ่อคุณแม่ โดยส่งตัวลูกให้เด้งขึ้นลงทั้งๆ ที่ยืนอยู่ด้วยขาทั้งสองของเขา ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อของลูกมีความแข็งแรงและเป็นแรงจูงใจให้ลูกอยากยืนได้ด้วยตัวเอง

กำลังใจจากมือพ่อแม่ เมื่อลูกเริ่มหัดยืนและเดินใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยจับข้อศอกหรือข้อมือของลูกเพื่อให้ลูกรู้สึกอุ่นใจ เมื่อลูกตั้งไข่คล่องขึ้นจึงค่อยๆ ปล่อยให้ลูกลองยืนและเดินด้วยตัวเองค่ะ

ป้ายกำกับ: , ,

ไม่ป้อน ไม่กิน ไม่ได้แล้ว! (รักลูก)

ลูกจะเข้าอนุบาลอยู่แล้ว ยังไม่ยอมกินข้าวเองอีก ต้องให้คอยป้อนอยู่เรื่อย…เฮ้อ

หยุด…อย่ากังวลกลัวจนเกินไปค่ะ ขอบอกว่าปัญหานี้แก้ได้ง่าย เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ต้องปรับวิธีคิดและยอมให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง ส่วนที่เหลือก็แค่ฝึกฝนเจ้าตัวเล็กตามเทคนิคต่อไปนี้ค่ะ

ถ้าไม่ป้อน…หนูไม่ยอมกิน

โดยปกติเด็กจะมีพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ที่พยายามใช้มือหยิบฉวยคว้าสิ่งของเมื่ออายุประมาณ 3-4 เดือนค่ะ และจะเริ่มพัฒนามาเป็นการหยิบด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วอื่นๆ ตอนย่างเข้าเดือนที่ 5-6 จากนั้นเจ้าตัวเล็กของคุณจะควบคุมกล้ามเนื้อมือจนสามารถหยิบจับ หรือถ่ายของระหว่างมือได้แม่นยำมากขึ้น พอถึงเดือนที่ 8-9 พ่อแม่ก็ควรเริ่มฝึกให้ลูกหยิบอาหารกินเองได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกพัฒนาและแข็งแรงขึ้นค่ะ

แต่ถ้าอายุ 2 ขวบกว่าแล้วยังไม่ยอมตักข้าวกินเอง ต้องรอให้คุณป้อนข้าวเป็นประจำ นั่นก็เป็นเพราะว่า ไม่ได้รับการฝึกให้กินเองอย่างถูกต้องตั้งแต่เล็กๆ ค่ะ เพราะเด็กจะเรียนรู้จากการลงมือทำ ถ้าได้ลองทำเองบ่อยๆ ก็จะข้าใจ และสามารถทำได้เองในที่สุด แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ฝึกให้ลูกกินเอง เมื่อถึงวัยที่ควรกินเองได้แล้ว ลูกก็จะกลายเป็นเด็กช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน และคนที่จะเป็นกังวลที่สุดก็คงไม่พ้นตัวคุณนั่นเองค่ะ

ฝึกให้ลูกกินเอง…ตามวัย

คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกกินเองตามวัย และตามพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กของเขา ซึ่ง พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาบุคลากรการเจริญเติบโต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีเทคนิคดีๆ มาแนะนำดังนี้ค่ะ

อายุ 9-10 เดือน ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้หยิบกระดุมหรือเชือกได้

Let’s start : ควรเริ่มฝึกลูกให้ใช้มือหยิบอาหารกินเอง (finger food) แต่ต้องเป็นอาหารชิ้นเล็กๆ นิ่มๆ ลูกจะได้ไม่สำลักหรือติดคอ เช่น มะละกอสุก ขนมปังนิ่ม หรือมะกะโรนีต้มเปื่อย และขณะที่ลูกหยิบอาหารเข้าปาก คุณแม่ควรบี้ให้อาหารนิ่มขึ้น ป้องกันการสำลักค่ะ

อายุ 1 ขวบ ดื่มน้ำจากแก้วที่มีมือจับได้

Let’s start : ฝึกให้ลูกถือแก้วน้ำดื่มเอง ควรเริ่มใช้แก้วใบเล็กๆ เพราะจะได้ถือได้อย่างถนัดมือ ในช่วงแรกของการฝึกลูกน้อยอาจสำลักได้ จึงควรให้เริ่มฝึกจากการดื่มน้ำเปล่าก่อน และใส่น้ำในปริมาณน้อยๆ

อายุ 1 1/2 ขวบ สามารถต่อบล็อกไม้ได้ 2-3 ชิ้น และยังสามารถถือช้อนป้อนอาหารเข้าปากได้

Let’s start : ฝึกใช้ช้อนตักอาหารเข้าปาก ควรใช้ถ้วยและช้อนที่มีขนาดเล็กๆ ให้เหมาะกับมือของเด็ก

อายุ 2 ขวบขึ้นไป สามารถใช้ช้อนตักอาหารกินเองได้ และดื่มน้ำจากแก้วได้ โดยไม่หกเลอะเทอะ

Let’s start : ควรสอนวิธีใช้ช้อนตักอาหารที่ถูกต้อง ใส่อาหารในถ้วย แต่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ลูกรู้สึกภูมิใจว่ากินเองได้หมดถ้วย

หลักคิด

1. เริ่มฝึกกันใหม่ ต้องเริ่มฝึกให้ลูกกินเองตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่บังคับหรือกดดันลูกนะคะ เพราะเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป จะเริ่มเป็นตัวของตัวเองแล้ว และไม่ชอบการบังคับเป็นที่สุดค่ะ

2. จัดโต๊ะอาหารและกินข้าวไปพร้อมๆ กัน ลูกจะได้เห็นบรรยากาศของมื้ออาหาร และยังได้เรียนรู้วิธีการกินอาหารจากคุณพ่อคุณแม่ด้วย แต่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นนะคะ พยายามอย่าเลือกกินอาหารต่อหน้าลูก

3. ไม่ดูทีวีหรือทำกิจกรรมอื่น เพราะอาจเบี่ยงเบนความสนใจในการกินอาหารของลูก

4. ไม่ควรใช้อาหารเป็นรางวัลหรือการลงโทษลูก ถ้าเอาเรื่องกินอาหารมาใช้เป็นให้รางวัลหรือลงโทษ ลูกอาจจะเครียด หรืออาจใช้เรื่องกินมาเป็นเครื่องมือต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ได้

5. กำหนดเวลาการกิน ในแต่ละมื้อไม่ควรให้ลูกกินข้าวเกิน 20-30 นาที ค่ะ

6. จัดปริมาณอาหารให้เหมาะสม ต้องไม่ลืมว่าลูกยังกินข้าวได้ในปริมาณน้อย จึงไม่ควรตักเยอะเกินไป เพราะอาจทำให้ไม่อยากกินข้าว อมข้าว หรือกลายเป็นเด็กอ้วนไปเลยก็ได้ ทางที่ดีควรสังเกตจากน้ำหนักของลูกว่าต่ำกว่าเกณฑ์หรือเปล่า ถ้ายังไม่ต่ำก็ไม่มีปัญหา

7. ปล่อยให้เลอะเทอะบ้าง ช่วงแรกที่ฝึกให้กินเองลูกอาจจะทำอาหารเลอะเทอะเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งการที่ลูกได้ลองใช้มือหยิบจับขย้ำอาหารดูบ้าง เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ลูกรู้จักอาหาร แต่คุณต้องไม่ลืมสอนลูกไปด้วยนะคะว่าอาหารเอาไว้กินไม่ใช่ของเล่น

8. ลดของว่างระหว่างมื้อ ไม่ควรให้ลูกกินจุบจิบทั้งวัน เพราะจะทำให้ลูกไม่หิวเมื่อถึงมื้ออาหารค่ะ

ข้อควรระวัง . . .

1. อย่าติดสินบนลูก เช่น “ถ้ากินแตงกวาชิ้นนี้หมด แม่จะให้กินเค้กนะ” จะทำให้ลูกรู้สึกถูกบังคับและไม่ได้ช่วยให้ลูกอยากกินแตงกวาจริงๆ แถมยังสร้างนิสัยการกินผิดๆ ให้กับลูกด้วย

2. ไม่บังคับให้ลูกกินอาหารที่ไม่ชอบ เช่น ผักนานาชนิด เพราะถ้ายิ่งบังคับ ลูกจะต่อต้าน ทำให้เกลียดอาหารชนิดนั้นไปเลย วิธีแก้คือ ควรปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้ลูก โดยเริ่มจากนำอาหารที่ลูกไม่ชอบมาทำเมนูใหม่ๆ เช่นไข่ตุ๋นใส่ผัก หรือเลือกใช้ผักหลากสีอย่าง แครอท มะเขือเทศ ถั่วลันเตา มาทำอาหาร ก็เพิ่มความน่าอร่อยไปอีกแบบ

3. อย่ายัดเยียดป้อนลูก “อีกคำนะ” เพราะถ้าลูกอิ่มแล้ว แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังให้กินอีกเรื่อยๆ บางครั้งลูกอาจอาเจียนหรือขย้อนอาหารออกมา คนป้อนก็จะรู้สึกกังวลหรือหงุดหงิด ทำให้มื้ออาหารของลูกกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไปเลย

ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: , ,