แม่และเด็ก

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

5 โรคร้ายที่ควรระวังในเด็กแรกเกิด (เดลินิวส์)

โดย รศ.นพ.ประชา นันท์นฤมิต

หน่วยทารกแรกเกิด ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สิ่งหนึ่งที่คู่รักหลายคู่ ได้ให้ความสนใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญก็คือ ปัญหาการมีบุตรยาก และปัญหาการติดเชื้อและเกิดโรคในเด็กแรกเกิด ซึ่งปัญหาดังกล่าว เป็นสิ่งที่พ่อแม่มือใหม่ควรศึกษาและหาวิธีแก้ไข รวมทั้งการป้องกันโรคร้ายที่จะมาเยือนตัวเด็ก ดังนั้น คอลัมน์หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ จึงขอนำเสนอ “5 โรคร้ายที่ควรระวังในเด็กแรกเกิด”

1.ภาวะตัวเหลืองในทารก ตามปกติทารกแรกเกิดทุกคนจะมีตัวเหลืองมากบ้างน้อยบ้างเป็นปกติ โดยทั่วไปจะพบว่าตัวเหลืองมากที่สุดช่วง 3-4 วันหลังเกิด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทารกและมารดาออกจากโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งมารดาจะต้องสังเกตว่า ลูกตัวเหลืองมากจนต้องกลับมาพบแพทย์ เพื่อทำการประเมินและตรวจร่างกายซ้ำว่า ไม่เป็นอันตรายต่อทารกหรือไม่

ทารกที่มาพบแพทย์เมื่อตัวเหลืองมากจนถึงขั้นเป็นพิษกับเนื้อสมอง อาจจะสายเกินไป เพราะภาวะดังกล่าวได้ส่งผลเสียหายกับสมองที่เรียกว่าเป็น “สมองพิการ” ทำให้ทารกมีอาการบิดเกร็งแขนขา หลังแอ่น ชัก และอาจเสียชีวิตได้ หรือถ้ารอดชีวิตก็อาจมีผลในระยะยาว เช่น ปัญญาอ่อน การได้ยินบกพร่อง แขนขาเกร็งผิดปกติ เป็นต้น

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตัวเหลืองมากในทารกจนอาจเป็นอันตราย ได้แก่ ทารกที่เกิดก่อนกำหนด, ทารกที่กรุ๊ปเลือดแม่และลูกไม่เข้ากัน เช่น แม่มีเลือดกรุ๊ปโอ ลูกมีเลือดกรุ๊ปเอหรือบี, ภาวะหรือโรคที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ที่พบบ่อย เช่น ภาวะพร่อง จี 6 พีดี (G-6PD deficiency) หรือมีประวัติเคยมีบุตรที่ต้องส่องไฟรักษาตัวเหลืองมาก่อน รวมทั้งลูกได้น้ำนมไม่เพียงพอและมีน้ำหนักตัวลดลงมาก

ดังนั้น หากทารกที่เพิ่งเกิดและมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการตัวเหลืองในลูก หากไม่แน่ใจว่าตัวเหลืองมากผิดปกติหรือไม่ ควรนำทารกไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจประเมิน ทั้งนี้ในปัจจุบันการรักษาภาวะตัวเหลืองมากผิดปกติทำได้ง่ายๆ โดยการส่องไฟ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง สามารถลดระดับตัวเหลืองได้ นอกจากนี้ หากตัวเหลืองมากจนอาจเป็นอันตราย ก็สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือดได้

2. ภาวะติดเชื้อในทารก เนื่องจากทารกแรกเกิดยังมีภูมิต้านทานไม่มากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยหรือเกิดก่อน กำหนดทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายและลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมอง ปอดอักเสบ ทารกที่มีภาวะติดเชื้ออาจมีอาการแสดงได้หลายอย่าง เช่น ซึม ดูดนมน้อย นอนนิ่งๆ ไม่ค่อยขยับแขนขาหรือร้อง ตัวเย็น ตัวลาย หายใจเร็วผิดปกติ หยุดหายใจจนตัวเขียวหรือซีด บางรายอาจมีอาการเกร็งกระตุก หรือมีไข้ ทารกที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงอาจถึงกับช็อก ความดันเลือดต่ำ และเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากท่านสังเกตเห็นอาการผิดปกติดังกล่าว ควรรีบนำทารกมาพบแพทย์เพื่อให้การตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาตามความเหมาะสม

3. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ทารกที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ หัวใจพิการชนิดมีภาวะตัวเขียว และชนิดไม่มีภาวะตัวเขียว อาการที่พบและทำให้สงสัยว่าอาจมีโรคหัวใจ เช่น ริมฝีปากเขียว หายใจแรงเร็ว ซี่โครงบาน หน้าอกบุ๋ม จมูกบาน ดูเหนื่อย ดูดนมไม่นานก็หยุดเป็นพักๆ หายใจแรง ตัวเย็น มือเท้าเย็น ซีดแบบเฉียบพลัน ทารกบางรายแพทย์อาจตรวจพบว่ามีโรคหัวใจตั้งแต่ก่อนออกจากโรงพยาบาล และตรวจพบว่ามีเสียงหัวใจผิดปกติ ซึ่งอาจตรวจไม่พบ และแสดงอาการชัดเจนในช่วงหลังก็ได้

4. ภาวะลำไส้ขาดเลือดจากการบิดขั้ว เนื่องจากการจัดเรียงตัวของลำไส้ผิดปกติแต่แรกเกิด(malrotation)เป็นภาวะที่พบไม่บ่อย แต่ถ้าเป็นแล้วให้การวินิจฉัยและรักษาล่าช้า จะทำให้ทารกเสียชีวิตได้ สาเหตุเกิดจากลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่มีการจัดเรียงตัวผิดปกติตั้งแต่เกิด ทำให้เกิดการบิดขั้วของเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ขาดเลือด ทารกจะปกติดีทุกอย่างเมื่อแรกเกิด แต่ต่อมามีอาการอาเจียน ท้องอืด ถ่ายเป็นเลือดหรือสีน้ำหมาก หากปล่อยไว้ จะซึม ตัวซีด มีภาวะช็อก และเสียชีวิตได้ ทารกที่มีภาวะดังกล่าวต้องรีบให้การรักษาโดยการผ่าตัดอย่างรีบด่วน เพื่อไม่ให้ลำไส้ขาดเลือดจนไม่สามารถแก้ไขได้

5. ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด เป็นภาวะที่พบได้บ่อยพอสมควรในประเทศไทย โดยทั่วไปประมาณ 1 ต่อ 3,000-4,000 จะพบอุบัติการณ์ได้มากในบางพื้นที่ของประเทศไทยที่มีการบริโภคธาตุไอโอดีนน้อย เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง 1 ต่อ 1,900 ทารกเกิดมีชีพ ภาวะนี้เป็นภาวะซ่อนเร้นอยู่ในตัวทารก เนื่องจากไม่สามารถบอกความผิดปกติได้จากการดูภายนอก เนื่องจากทารกจะดูเป็นปกติทุกอย่าง แต่หากไม่ให้การรักษาตั้งแต่ในระยะแรก (ภายใน 2 เดือน) จะส่งผลเสียรุนแรงต่อพัฒนาการเจริญเติบโตและสมองทำให้ปัญญาอ่อน

อันที่จริงเราสามารถตรวจได้ง่าย เพียงตรวจเลือดทารกก่อนออกจากโรงพยาบาล เช่น หยดเลือดบนกระดาษกรองส่งตรวจ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลเกือบทุกแห่งทำการตรวจคัดกรองภาวะดังกล่าว ดังนั้น หากท่านได้รับการติดต่อจากทางโรงพยาบาล หรือจากกระทรวงสาธารณสุขว่า สงสัยทารกจะมีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน ต้องรีบนำทารกกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำ และให้การรักษาในทันทีเพื่อป้องกันภาวะปัญญาอ่อน

แม้ว่า 5 อันดับโรคร้ายที่มักพบในเด็กแรกเกิด จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง แต่ก็เชื่อว่าความรัก ความเอาใจใส่ การเลี้ยงดูเด็กทารก ก็คงจะมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เพียงเพื่อให้เด็กเติบโตมามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

โรคเท้าในเด็ก (ไทยโพสต์)

โดย : กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท

ผู้หญิงทุกคนที่มีโอกาสเป็น “คุณแม่” มักจะพูดถึงวินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าลูกว่า “เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต” ก็เจ้าตัวน้อยอีกนั่นแหละที่เป็นสิ่งเติมเต็มให้ครอบครัวสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่คุณแม่ปรารถนาที่จะเห็นลูกน้อยมีอาการครบสามสิบสอง และร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ คุณแม่ก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของลูกผิดปกติ คนที่เดือดร้อนและกังวลใจเป็นที่สุดคือคุณแม่นั่นเอง

มีคุณแม่ท่านหนึ่งวิตกเกี่ยวกับเท้าของลูก ที่ผิดปกติว่า “เท้าของลูกดิฉันไม่เหมือนของลูกเพื่อน”,”เท้าของลูกดิฉัน แบนผิดปกติ”

คุณแม่บางรายบอกว่า “เท้าของลูกดิฉันมีนิ้วเกิน นิ้วติดกัน นิ้วไม่ครบ ขาดหายไปก็มี”

เป็นคำกล่าวของคุณแม่ที่ลูกมีเท้าผิดปกติ เพราะเกรงว่าถ้ารักษาไม่หาย เมื่อลูกโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวจะทำให้เกิดปมด้อยได้

ความจริงความผิดปกติของเท้าเด็กนั้น อาจเป็นสภาวะทางสรีระของเท้าเด็กเองและธรรมชาติแก้ไขได้เมื่อเติบโตขึ้น

ความผิดปกติในเท้าเด็ก ความผิดปกติในเท้าเด็กนั้นมีมากมาย ที่พบได้ เช่น

เท้าแบน เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกทั่วไป เรียกตามประสาชาวบ้านว่า “ตีนเป็ด” สภาวะเช่นนี้ถ้าพ่อแม่ไม่ให้ความสนใจนัก อาจจะไม่รู้เรื่องเสียด้วยซ้ำว่าลูกมีฝ่าเท้าแบน ทั้งๆ ที่บางครั้งเป็นมากด้วย บางท่านให้ความสนใจมากเกินไปถึงกับพาลูกๆ ไปหาหมอหลายแห่ง เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าลูกมีเท้าไม่ผิดปกติ ทั้งๆ ที่แพทย์ได้อธิบายแล้วว่าในระหว่างที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดานั้น ฝ่าเท้าอาจบิดไปบิดมาตามท่าทางของทารกที่ประคับประคองบีบรัดโดยมดลูก ทำให้ฝ่าเท้าเฉออกนอกลำตัว หรือบิดเข้าหาตัวมากเกินไป พอคลอดออกมาลักษณะของเท้ากลับคืนสู่ปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไปภายในช่วง 5 อาทิตย์หลังคลอด

ก่อนเด็กเดินได้ฝ่าเท้าจะมีลักษณะแบนราบ ไม่มีอุ้งเท้าอย่างที่เห็นในเด็กโต ในช่วงที่เด็กเริ่มหัดเดินเตาะแตะจะเห็นว่าขาทั้งสองข้าง และฝ่าเท้าทั้งสองถ่างออกกว้าง น้ำหนักตัวอาจตกลงมาทางด้านในของฝ่าเท้าแบน เมื่อเด็กอายุมากขึ้น เด็กเดินได้เก่งขึ้น การยืนการเดินทำได้ตรงและถนัดมากขึ้น เท้าทั้งสองข้างจะเข้ามาชิดกัน แนวน้ำหนักตัวจะตกลงไปตามแกนของกระดูกขา และลงไปทางด้านนอกของฝ่าเท้า ช่วงนี้จะเห็นว่าเด็กมีความเจริญเติบโตที่เป็นปกติ และเริ่มมีอุ้งเท้าเกิดขึ้น

จากการสังเกตพบว่า เท้าแบนนั้นบางครั้งเป็นพันธุกรรม การที่ฝ่าเท้าแบนในช่วงอายุ 7 ขวบแรกก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกาย ถ้าหากอายุเกิน 7 ขวบแล้วฝ่าเท้ายังแบนอยู่ร่วมกับมีข้อเท้าเอียงล้มเข้าด้านในมาก ถือว่าเป็นความผิดปกติ และควรรีบไปรักษา

ส่วนใหญ่เด็กที่ฝ่าเท้าแบน ไม่ชอบวิ่งเล่น หรือออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างเด็กปกติทั่วไป เพราะจะรู้สึกปวดเมื่อยน่องเร็วกว่าปกติ แม้แต่การเล่นกีฬาบางอย่างก็ไม่สามารถสู้เพื่อนได้ จะเห็นว่าเด็กที่มีฝ่าเท้าแบนที่เราพบนั้น มีลักษณะของมืออ่อนเท้าอ่อน จนสามารถดัดให้เท่าหรือมือแอ่นได้มากๆ เด็กที่มีฝ่าเท้าแบนมากๆ และถ้าใส่รองเท้าแข็งๆ เป็นประจำ จะเห็นว่าเท้ามีขอบด้านในหนาขรุขระซึ่งเกิดจากผิวหนังด้านนี้ มีการเสียดสีกับหนังรองเท้าที่สัมผัสกันตลอดเวลา

การรักษา

การรักษาเด็กที่มีฝ่าเท้าแบนนั้น ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบยังไม่มีความจำเป็นต้องเดือดร้อนในการรักษา แต่คอยดูว่าเป็นมากขึ้นหรือไม่ พอเด็กโตขึ้นเรื่อยๆ แต่เท้ายังแบนมากร่วมกับข้อเท้าเอียงล้มมากขึ้น ควรพาไปรักษาซึ่งอาจจะเริ่มจากการที่คุณแม่พาลูกหัดเดินหรือวิ่งบนปลายเท้า และกระตุ้นให้เด็กออกกำลังกายบริหารร่างกายหรือเล่นกีฬา แพทย์บางท่านจะแนะนำให้ใส่รองเท้าพิเศษด้วย โดยเฉพาะส่วนเสริมอุ้งเท้า เพราะจะช่วยให้เด็กไม่รู้สึกเกร็งเท้าเวลาเดิน

ในกรณีที่มีฝ่าเท้าแบนในเด็กที่มีอายุมากขึ้นตั้งแต่ 10-15 ปี อาจจะมีสาเหตุมาจากอย่างอื่น เช่น เอ็นร้อยหวายตึง โรคข้ออักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อโรคข้ออักเสบพวกรูมาตอยด์ หรือในบางรายอาจเกิดจากกระดูกผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด คือ กระดูกของเท้าติดกันจะทำให้เท้าแบนเกิดขึ้น ความผิดปกติเหล่านี้สมควรได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่การให้สวมใส่รองเท้าพิเศษ ถ้ามีอาการผิดปกติมากจำเป็นต้องผ่าตัดรักษา

ที่มา .women.kapook.com

ป้ายกำกับ: , ,