แม่และเด็ก

วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ตั้งไข่...ไม่อันตราย (รักลูก)

ว้าว! ตื่นเต้นและดีใจที่สุดเลยค่ะ ก็เจ้าตัวเล็กของดิฉันสิคะเริ่มตั้งไข่แล้ว อีกไม่นานก็คงจะวิ่งไล่จับกันไม่ทันเลยล่ะ แค่คิดก็สนุกและมีความสุขแล้วค่ะ

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยกำลังหัดตั้งไข่ ก็คงอยู่ในอารมณ์เดียวกัน วันนี้ดิฉันเลยอยากชวนคุณๆ มาจัดบ้านเพื่อช่วยให้ลูกตั้งไข่อย่างปลอดภัย อ้อ! มีวิธีช่วยลูกตั้งไข่มาฝากด้วยนะคะ

เมื่อหนู...เริ่มตั้งไข่

ลูกวัย 9-12 เดือนจะเริ่มอยากช่วยเหลือตัวเองในบางเรื่อง เช่น อยากหยิบอาหารเข้าปากเอง ต้องการลุกขึ้นยืนด้วยตัวเอง ลูกจะเริ่มคลานได้คล่อง เริ่มเกาะสิ่งของใกล้ตัวเพื่อยืน โดยใช้พลังแขนช่วยเหนี่ยวตัวเอง และเริ่มเกาะเดิน

ในระหว่างที่เริ่มหัดยืนลูกยังมีความกลัวอยู่ด้วย เพราะเริ่มรับรู้แล้วว่าระหว่างตัวเองกับสิ่งรอบๆ ข้าง มีระยะห่างที่ทำให้ล้มลงได้การยืนขึ้นจึงยังเป็นเรื่องที่ทั้งท้าทาย และสร้างความหวาดกลัวได้ในเวลาเดียวกัน

เมื่อเริ่มเกาะยืนได้ ลูกจะลุกขึ้นยืนและลองนั่งลงใหม่ทำแบบนี้ได้ทั้งวัน แต่การนั่งลงอาจจะยังทำได้ไม่ถนัดในช่วงแรก เพราะยังบังคับกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับการนั่งและยืนได้ไม่ดีนัก ทำให้อาจจะก้นจ้ำเบ้าตอนนั่งลง แต่เมื่อลูกได้ฝึกบ่อยๆ ก็จะทำได้ดีขึ้นค่ะ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสนับสนุนและให้กำลังใจลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ลูกมั่นใจและมีความพยายามอย่างเต็มที่

ตั้งไข่...ในพื้นที่ปลอดภัย

นอกจากกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่แล้ว สิ่งแวดล้อมก็มีความสำคัญต่อการตั้งไข่ของลูก เพราะเขาอาจเกิดอันตรายจากสิ่งที่ยืดเกาะหรือจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวนั่นเอง เรามาเตรียมพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อเอื้อต่อการตั้งไข่ของลูกกันดีกว่าค่ะ

จัดพื้นที่ให้โล่งกว้างและนุ่ม เพื่อให้ลูกมีที่เพียงพอสำหรับการเกาะยืนเกาะเดิน หัดก้าวเดิน พื้นควรนุ่มนิดๆ เพื่อลดแรงกระแทกเวลาที่ลูกนั่งก้นจ้ำเบ้า

เฟอร์นิเจอร์ต้องมั่นคงปลอดภัย หากบริเวณที่จัดไว้ให้ลูกหัดตั้งไข่ มีเฟอร์นิเจอร์ที่จะเกาะยืน เกาะเดินได้ ควรเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรงมั่นคง ไม่เคลื่อนที่หรือล้มง่าย ตรวจดูไม่ให้บนเฟอร์นิเจอร์มีผ้าปูที่ลูกจะดึงลงมาได้หรือมีสิ่งของที่ลูกจะเอามือไปปัดจนตกลงมาเป็นอันตรายได้ด้วย

ปิดเหลี่ยมมุมเฟอร์นิเจอร์ นอกจากความมั่นคงแข็งแรงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรปิดเหลี่ยมมุมและความแหลมคมของเฟอร์นิเจอร์ให้เรียบร้อยด้วยนะคะ เช่น ตามขอบหรือมุมโต๊ะ ตู้ ฯลฯ อาจใช้ฟองน้ำหรือผ้านุ่มๆ หุ้มไว้ก็ได้

ดูแลอยู่ใกล้ๆ คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่ใกล้ๆ เจ้าตัวเล็กนะคะ เพื่อคอยดูแลหรือให้ความช่วยเหลือตามสมควรในยามที่ลูกต้องการเพราะนอกจากจะช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับลูกแล้ว ยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกด้วยค่ะ

Tips ช่วยหนู...ตั้งไข่

ใช้ของเล่นเป็นตัวช่วย คุณพ่อคุณแม่อาจวางของเล่นที่ลูกชอบไว้บนโต๊ะ เพื่อให้ลูกพยายามยืนและเล่นของชิ้นนั้นขณะที่กำลังยืน หรืออาจชูของเล่นขึ้น เพื่อล่อให้ลูกลุกขึ้นจับ และเมื่อลูกเริ่มก้าวเดินได้แล้วอาจจะใช้ของเล่นลากจูง เพื่อจูงใจให้ลูกสนุกกับการก้าวเดินมากขึ้นค่ะ

แรงจูงใจจากเพื่อน คุณพ่อคุณแม่ควรหาโอกาสพาลูกไปเจอกับเด็กวัยเดียวกัน เพราะเมื่อได้เห็นเด็กคนอื่นยืนหรือเริ่มเดินได้ จะเป็นตัวอย่างและเป็นแรงผลักคันให้ลูกมีความพยายามที่จะยืนหรือเดินได้เองบ้าง

บริหารกล้ามเนื้อด้วยการให้ลูกยืนบนตักของคุณพ่อคุณแม่ โดยส่งตัวลูกให้เด้งขึ้นลงทั้งๆ ที่ยืนอยู่ด้วยขาทั้งสองของเขา ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อของลูกมีความแข็งแรงและเป็นแรงจูงใจให้ลูกอยากยืนได้ด้วยตัวเอง

กำลังใจจากมือพ่อแม่ เมื่อลูกเริ่มหัดยืนและเดินใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยจับข้อศอกหรือข้อมือของลูกเพื่อให้ลูกรู้สึกอุ่นใจ เมื่อลูกตั้งไข่คล่องขึ้นจึงค่อยๆ ปล่อยให้ลูกลองยืนและเดินด้วยตัวเองค่ะ

ป้ายกำกับ: , ,

รู้จัก “โรคซาง” ในเด็ก (Mother & Care)

โดย : วิภาวี

อ้างอิงจาก : พญ.พัฏ โรจน์มหามงคล

เด็กเล็กๆ ที่กินน้อย ไม่ยอมกินทั้งที่ไม่ได้เจ็บป่วยเป็นโรคอะไร ผู้ใหญ่สมัยก่อนให้เหตุผลว่าเป็นซาง ซึ่งทุกวันนี้ แม่สมัยใหม่อาจพอรู้จักได้ยินมาบ้าง แต่ส่วนที่สงสัยกับเรื่องนี้ก็มีเช่นกัน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องกับอาการดังกล่าวที่ว่าเรามาดูข้อมูลเรื่องนี้ค่ะ

ข้อเท็จจริง

เป็นภาวะขาดสารอาหาร เช่น โปรตีนหรือพลังงานทำให้เด็กมีร่างกายผอม กล้ามเนื้อลีบ ไขมันน้อยกว่าเด็กทั่วไปเมื่อวิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดการขาดสารอาหาร หรือที่มาของการเรียกว่าซางในเด็กเล็กนั้นมาจากปัจจัยต่อไปนี้

ความรู้ ความเข้าใจในการเลี้ยงดู เช่น ลูกได้รับนมแม่ไม่เพียงพอตลอดระยะเวลา 6 เดือนแรก

การให้นมผสมที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมกับลูก เช่น วิธีการผสม, ปริมาณการให้นม และชนิดของนมผสม

การเริ่มต้นอาหารเสริมที่ช้าหรือเร็วเกินไป

การเลี้ยงดูไม่เหมาะสม เช่น ตามใจให้เด็กกินอาหารจุบจิบที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้อิ่มไม่อยากกินอาหารมื้อหลัก

ภาวะเจ็บป่วยที่ทำให้ได้รับอาหารน้อยลง ซึ่งอาจเกิดจากการเบื่ออาหาร หรือการดูดซึมและการย่อยอหารบกพร่อง

ปัจจุบันปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กเล็ก พบได้ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากความรู้และความเข้าใจของพ่อแม่เกี่ยวกับวิถีการกินของลูกมีมากขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ภาวการณ์ขาดสารอาหารยังเป็นอันตราย ส่งผลต่อตัวเด็กในเรื่องสุขภาพ เช่น ระบบการขับถ่าย ระบบทางเดินหายใจ หากอยู่ในขั้นรุนแรง

การดูแลที่เหมาะสม

ช่วง 6 เดือนแรก ลูกได้รับนมแม่สารอาหารที่ดีและสมบูรณ์ที่สุด แต่เมื่อลูกเติบโตขึ้นมีการใช้พลังงานไปกับกิจกรรมในแต่ละวัน ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการ อาหารจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อป้องกันการเกิดภาวะขาดสารอาหาร คุณแม่จึงควรดูแลในเรื่องต่อไปนี้

อาหารเสริม

เริ่มต้นให้ทีละน้อยๆ ในลักษณะเนื้อเนียนละเอียดก่อน จนกระทั่งค่อยๆ หยาบขึ้นตามช่วงวัย

เน้นการให้อาหารที่ครบ 5 หมู่ และมีความหลากหลายชนิดอย่างเหมาะสม

ไม่ควรฝืนหากลูกไม่ยอมกิน เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกไม่ดีกับการกิน

สร้างนิสัยการกินที่ดี

ไม่ควรให้ลูกกินนมหรือขนมก่อนมื้ออาหารหลัก เพราะทำให้อิ่มได้ง่าย

ฝึกนิสัยการกินที่ดี โดยกินอาหารร่วมกันที่โต๊ะไม่กินไปเล่นไป

วิตามินเสริมหรือการใช้ยา

เรื่องการกินวิตามินเสริม แม้ทางการแพทย์ไม่มีข้อห้าม แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณหมอเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้ยากับเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างมาก หากไม่มั่นใจกับเรื่องการกิน สุขภาพของลูก ควรปรึกษาคุณหมอเป็นทางที่ดีกว่าแน่นอนค่ะ

ป้ายกำกับ: ,

ขมิบ คืนความสาวหลังคลอด (Modern Mom)

โดย : Maman

กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เป็นส่วนที่มีความมหัศจรรย์ที่สุดชิ้นหนึ่งในร่างกายของผู้หญิง เพราะสามารถยืดขยายเพื่อเป็นทางผ่านให้ลูกน้อยออกมาลืมตาดูโลก และยังสามารถหดกลับคืนสู่สภาพเดิมภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ น่าเสียดายที่การหดกลับคืนไม่เต็ม 100% แต่ก็สามารถฟื้นคืนให้ใกล้เคียงสภาพเดิมได้ด้วยการ “ขมิบ”

ขมิบ ฟิตคืนความสาว

ภาระหนักหนาที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานต้องเผชิญ เริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์เชียวค่ะ เพราะระหว่างที่ลูกเติบโตขึ้น เส้นเอ็นรอบข้อต่าง ๆ อ่อนนุ่มลงและขาดความแข็งแรง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นก็จะมากดทับและถ่วงกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานมากขึ้น ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อนี้อ่อนแรงลง

การแบกรับภาระหนักในระหว่างตั้งครรภ์ และเผชิญกับการขยายตัวอย่างมากระหว่างคลอดทำให้กล้ามเนื้อตรงนี้หย่อนยาน นอกจากนั้นยังพบว่า ผู้หญิงหลังคลอดทุก 1 ใน 3 คน มักมีอาการปัสสาวะเล็ด และหากกล้ามเนื้อนี้อ่อนแอมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดอาการกะบังลมหย่อนเมื่ออายุมากขึ้นได้

การออกกำลังกล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานด้วยการขมิบ จึงสามารถช่วยให้การฟื้นฟูหน้าที่การทำงานและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อให้กลับคืนมา อ้อ! ที่สำคัญการขมิบอย่างสม่ำเสมอยังช่วยให้คุณแม่กลับไปเป็นสาวใหม่อีกครั้ง

เทคนิคขมิบให้ได้ผล

การขมิบคือ การฝึกกระชับกล้ามเนื้อรอบ ๆ ปากช่องคลอด ช่องทางเดินปัสสาวะ และทวารหนัก โดยเน้นที่การหดกระชับกล้ามเนื้อรอบปากช่องคลอดเป็นหลัก คุณแม่หลังคลอดสามารถเริ่มฝึกขมิบด้วยการทำเหมือนกลั้นปัสสาวะไว้ นับ 1-2-3-4-5 แล้วค่อย ๆ คลายกล้ามเนื้อออกช้า ๆ แล้วเริ่มกลั้นใหม่ ถ้าจะขมิบให้ได้ผลดีคุณแม่ควรควบคุม

- ความแรงของการขมิบ ให้กล้ามเนื้อบริเวณก้น ท่อปัสสาวะ และช่องคลอด มีการหดรัดตัวอยู่ในระดับปานกลาง สามารถ “สั่ง” ให้ขมิบหรือหยุดขมิบได้

- ความนาน การขมิบแต่ละครั้งควรใช้เวลาขมิบค้างไว้ประมาณ 6-10 วินาที

- จำนวนครั้ง ควรทำให้ได้ 6-10 ครั้งต่อชุด และฝึกอย่างน้อยวันละ 6-10 ชุด แต่จะขมิบวันละกี่ชุดก็ได้ ไม่ต่ำกว่า 100 ครั้งต่อวันยิ่งดี

- ฝึกสม่ำเสมอ การฝึกขมิบควรทำเป็นคอร์ส คอร์สละ 1-3 เดือน ซึ่งการขมิบจะได้ผลและมีประสิทธิภาพต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 สัปดาห์ แต่ต้องไม่ทำตอนที่ปวดปัสสาวะมาก ๆ จะทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบได้

การฝึกขมิบช่องคลอดสามารถทำได้ในทุกอิริยาบถโดยไม่จำเป็นต้องกลัวว่าใครจะมาล่วงรู้ แถมการขมิบยังเป็นเทคนิคเรียกคืนความสาวโดยที่ไม่ต้องเสียเงิน และพึ่งนวัตกรรมรีแพร์ให้เจ็บตัวอีกต่างหาก

วันนี้คุณขมิบแล้วหรือยัง !!!



Did You Know

แม่ท้องก็ขมิบได้ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเป็นกล้ามเนื้อที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการคลอด ถ้าคุณแม่ฝึกให้กล้ามเนื้อส่วนนี้มีความยืดหยุ่นดีตั้งแต่ก่อนคลอด ก็จะทำให้กล้ามเนื้อสามารถยืดขยายได้ดี ซึ่งอาจจะทำให้ระยะเวลาและความเจ็บจากการตึงตัวของกล้ามเนื้อในระหว่างคลอดลดน้อยลงไปด้วย

ป้ายกำกับ: , ,

เสริมแคลเซียมแม่ ก่อนให้ลูกดูดนม (ไทยรัฐ)

น้ำนมแม่ มีคุณค่าดีแท้แก่ทารก ช่วยเพิ่มพูนสติปัญญาและพัฒนาความผูกพันระหว่างแม่ลูก แต่ในระหว่างให้นมนั้น แม่ก็ต้องได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ด้วย เพื่อส่งผ่านสิ่งที่ดีไปให้ลูก..

น้ำนมแม่ มีคุณค่าดีแท้แก่ทารก ช่วยเพิ่มพูนสติปัญญาและพัฒนาความผูกพันระหว่างแม่ลูก แต่ในระหว่างให้นมนั้น แม่ก็ต้องได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ด้วย เพื่อส่งผ่านสิ่งที่ดีไปให้ลูกอีกต่อหนึ่ง

ผศ. นพ. ดร.นรัตถพล เจริญพันธุ์ อาจารย์ภาควิชาสรีรวิทยา และเครือข่ายวิจัยด้านแคลเซียมและกระดูก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากการศึกษาเกี่ยวกับบทบาททางสรีรวิทยาของฮอร์โมนโพรแลคตินเพื่อนำแคลเซียมจากอาหารสู่กระดูกในระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมลูก โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) นั้น พบว่า สามารถเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกในระหว่างที่แม่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม และทำให้น้ำนมแม่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ

อาจารย์ประจำภาควิชาสรีรวิทยา บอกว่า โดยทั่วไปร่างกายของแม่จะหลั่งฮอร์โมนโพรแลคติน ออกมาจากต่อมใต้สมองอยู่แล้วในช่วงระหว่างการตั้งครรภ์และให้นมลูก เพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนมสำหรับเลี้ยงทารก ปรากฏการณ์นี้เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วตามธรรมชาติ

แต่ที่คณะผู้วิจัยได้ค้นพบคือ ฮอร์โมนนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่รับประทานด้วย จึงคาดว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างสุขภาพกระดูกที่ดีให้กับแม่โดยอาศัยการทำงานของฮอร์โมนดังกล่าว เมื่อแม่ได้รับแคลเซียมเสริมในเวลาและปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้ได้รับแคลเซียมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณสูงเพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกโดยไม่ต้องพึ่งยาหรือฮอร์โมนอื่น ๆ เสริม ในเบื้องต้นคาดว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานนมหรือแคลเซียมเสริม คือ ประมาณ 15-30 นาทีก่อนเริ่มให้นมลูก โดยแคลเซียมที่เข้าสู่ร่างกายเพิ่มขึ้นนี้จะช่วยเสริมให้กระดูกของแม่แข็งแรง และมีปริมาณแคลเซียมในน้ำนมเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายลูก

คณะผู้วิจัยยังพบข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เช่น มีความเป็นไปได้สูงว่าปัจจัยภายนอกทั้งการออกกำลังกายและสารอาหารต่างๆ จะไปช่วยเสริมฤทธิ์ของโพรแลคติน เพื่อช่วยให้แม่มีสุขภาพของกระดูกที่สมบูรณ์และแข็งแรงตั้งแต่เริ่มเป็นแม่ไปจนสูงวัย

สรุปว่า ตอนนี้คุณแม่ที่อยู่ในช่วงกำลังให้นมลูก อยากให้ตัวเองแข็งแรงและลูกได้แคลเซียมเพียงพอ ก็ลองเสริมแคลเซียมให้ตัวเองก่อนให้นมลูกสัก 15-30 นาที เพื่อจะได้เสริมกระดูกของแม่ให้แข็งแรงขึ้นและปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกอีกด้วย

ป้ายกำกับ: , ,

5 โรคร้ายที่ควรระวังในเด็กแรกเกิด (เดลินิวส์)

โดย รศ.นพ.ประชา นันท์นฤมิต

หน่วยทารกแรกเกิด ภาควิชากุมารเวชศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สิ่งหนึ่งที่คู่รักหลายคู่ ได้ให้ความสนใจและเล็งเห็นถึงความสำคัญก็คือ ปัญหาการมีบุตรยาก และปัญหาการติดเชื้อและเกิดโรคในเด็กแรกเกิด ซึ่งปัญหาดังกล่าว เป็นสิ่งที่พ่อแม่มือใหม่ควรศึกษาและหาวิธีแก้ไข รวมทั้งการป้องกันโรคร้ายที่จะมาเยือนตัวเด็ก ดังนั้น คอลัมน์หมอรามาฯ ไขปัญหาสุขภาพ จึงขอนำเสนอ “5 โรคร้ายที่ควรระวังในเด็กแรกเกิด”

1.ภาวะตัวเหลืองในทารก ตามปกติทารกแรกเกิดทุกคนจะมีตัวเหลืองมากบ้างน้อยบ้างเป็นปกติ โดยทั่วไปจะพบว่าตัวเหลืองมากที่สุดช่วง 3-4 วันหลังเกิด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทารกและมารดาออกจากโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งมารดาจะต้องสังเกตว่า ลูกตัวเหลืองมากจนต้องกลับมาพบแพทย์ เพื่อทำการประเมินและตรวจร่างกายซ้ำว่า ไม่เป็นอันตรายต่อทารกหรือไม่

ทารกที่มาพบแพทย์เมื่อตัวเหลืองมากจนถึงขั้นเป็นพิษกับเนื้อสมอง อาจจะสายเกินไป เพราะภาวะดังกล่าวได้ส่งผลเสียหายกับสมองที่เรียกว่าเป็น “สมองพิการ” ทำให้ทารกมีอาการบิดเกร็งแขนขา หลังแอ่น ชัก และอาจเสียชีวิตได้ หรือถ้ารอดชีวิตก็อาจมีผลในระยะยาว เช่น ปัญญาอ่อน การได้ยินบกพร่อง แขนขาเกร็งผิดปกติ เป็นต้น

ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตัวเหลืองมากในทารกจนอาจเป็นอันตราย ได้แก่ ทารกที่เกิดก่อนกำหนด, ทารกที่กรุ๊ปเลือดแม่และลูกไม่เข้ากัน เช่น แม่มีเลือดกรุ๊ปโอ ลูกมีเลือดกรุ๊ปเอหรือบี, ภาวะหรือโรคที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ที่พบบ่อย เช่น ภาวะพร่อง จี 6 พีดี (G-6PD deficiency) หรือมีประวัติเคยมีบุตรที่ต้องส่องไฟรักษาตัวเหลืองมาก่อน รวมทั้งลูกได้น้ำนมไม่เพียงพอและมีน้ำหนักตัวลดลงมาก

ดังนั้น หากทารกที่เพิ่งเกิดและมีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว พ่อแม่ควรหมั่นสังเกตอาการตัวเหลืองในลูก หากไม่แน่ใจว่าตัวเหลืองมากผิดปกติหรือไม่ ควรนำทารกไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจประเมิน ทั้งนี้ในปัจจุบันการรักษาภาวะตัวเหลืองมากผิดปกติทำได้ง่ายๆ โดยการส่องไฟ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง สามารถลดระดับตัวเหลืองได้ นอกจากนี้ หากตัวเหลืองมากจนอาจเป็นอันตราย ก็สามารถให้การรักษาด้วยวิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือดได้

2. ภาวะติดเชื้อในทารก เนื่องจากทารกแรกเกิดยังมีภูมิต้านทานไม่มากพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อยหรือเกิดก่อน กำหนดทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายและลุกลามไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น ติดเชื้อในกระแสเลือด เยื่อหุ้มสมอง ปอดอักเสบ ทารกที่มีภาวะติดเชื้ออาจมีอาการแสดงได้หลายอย่าง เช่น ซึม ดูดนมน้อย นอนนิ่งๆ ไม่ค่อยขยับแขนขาหรือร้อง ตัวเย็น ตัวลาย หายใจเร็วผิดปกติ หยุดหายใจจนตัวเขียวหรือซีด บางรายอาจมีอาการเกร็งกระตุก หรือมีไข้ ทารกที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงอาจถึงกับช็อก ความดันเลือดต่ำ และเสียชีวิตได้ ดังนั้นหากท่านสังเกตเห็นอาการผิดปกติดังกล่าว ควรรีบนำทารกมาพบแพทย์เพื่อให้การตรวจวินิจฉัย และให้การรักษาตามความเหมาะสม

3. โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ทารกที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ หัวใจพิการชนิดมีภาวะตัวเขียว และชนิดไม่มีภาวะตัวเขียว อาการที่พบและทำให้สงสัยว่าอาจมีโรคหัวใจ เช่น ริมฝีปากเขียว หายใจแรงเร็ว ซี่โครงบาน หน้าอกบุ๋ม จมูกบาน ดูเหนื่อย ดูดนมไม่นานก็หยุดเป็นพักๆ หายใจแรง ตัวเย็น มือเท้าเย็น ซีดแบบเฉียบพลัน ทารกบางรายแพทย์อาจตรวจพบว่ามีโรคหัวใจตั้งแต่ก่อนออกจากโรงพยาบาล และตรวจพบว่ามีเสียงหัวใจผิดปกติ ซึ่งอาจตรวจไม่พบ และแสดงอาการชัดเจนในช่วงหลังก็ได้

4. ภาวะลำไส้ขาดเลือดจากการบิดขั้ว เนื่องจากการจัดเรียงตัวของลำไส้ผิดปกติแต่แรกเกิด(malrotation)เป็นภาวะที่พบไม่บ่อย แต่ถ้าเป็นแล้วให้การวินิจฉัยและรักษาล่าช้า จะทำให้ทารกเสียชีวิตได้ สาเหตุเกิดจากลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่มีการจัดเรียงตัวผิดปกติตั้งแต่เกิด ทำให้เกิดการบิดขั้วของเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ขาดเลือด ทารกจะปกติดีทุกอย่างเมื่อแรกเกิด แต่ต่อมามีอาการอาเจียน ท้องอืด ถ่ายเป็นเลือดหรือสีน้ำหมาก หากปล่อยไว้ จะซึม ตัวซีด มีภาวะช็อก และเสียชีวิตได้ ทารกที่มีภาวะดังกล่าวต้องรีบให้การรักษาโดยการผ่าตัดอย่างรีบด่วน เพื่อไม่ให้ลำไส้ขาดเลือดจนไม่สามารถแก้ไขได้

5. ภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด เป็นภาวะที่พบได้บ่อยพอสมควรในประเทศไทย โดยทั่วไปประมาณ 1 ต่อ 3,000-4,000 จะพบอุบัติการณ์ได้มากในบางพื้นที่ของประเทศไทยที่มีการบริโภคธาตุไอโอดีนน้อย เช่น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถึง 1 ต่อ 1,900 ทารกเกิดมีชีพ ภาวะนี้เป็นภาวะซ่อนเร้นอยู่ในตัวทารก เนื่องจากไม่สามารถบอกความผิดปกติได้จากการดูภายนอก เนื่องจากทารกจะดูเป็นปกติทุกอย่าง แต่หากไม่ให้การรักษาตั้งแต่ในระยะแรก (ภายใน 2 เดือน) จะส่งผลเสียรุนแรงต่อพัฒนาการเจริญเติบโตและสมองทำให้ปัญญาอ่อน

อันที่จริงเราสามารถตรวจได้ง่าย เพียงตรวจเลือดทารกก่อนออกจากโรงพยาบาล เช่น หยดเลือดบนกระดาษกรองส่งตรวจ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลเกือบทุกแห่งทำการตรวจคัดกรองภาวะดังกล่าว ดังนั้น หากท่านได้รับการติดต่อจากทางโรงพยาบาล หรือจากกระทรวงสาธารณสุขว่า สงสัยทารกจะมีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน ต้องรีบนำทารกกลับมาพบแพทย์เพื่อตรวจซ้ำ และให้การรักษาในทันทีเพื่อป้องกันภาวะปัญญาอ่อน

แม้ว่า 5 อันดับโรคร้ายที่มักพบในเด็กแรกเกิด จะเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพ่อแม่หรือผู้ปกครอง แต่ก็เชื่อว่าความรัก ความเอาใจใส่ การเลี้ยงดูเด็กทารก ก็คงจะมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม เพียงเพื่อให้เด็กเติบโตมามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีในสังคม


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: ,

หนูซน . . .หรือไฮเปอร์กันแน่ ?? (แม่และเด็ก)

เอ๋…ลูกเราเข้าข่ายเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือเปล่าเนี่ย ?

ทำไมลูกเราซนเหลือเกิน สงสัยเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือเปล่า ?

คำถามที่พบบ่อยไม่ว่าผ่านมากี่ยุคกี่สมัย เพราะเด็กอย่างไร…ก็มีลุคแสนซน แก่นเซี้ยวสุดๆ อยู่เสมอ หลังๆ ชักออกแนวเฮี้ยนบ้าง (เรียกว่า ซนซะจน…พ่อจ๋าแม่จ๋าอ่อนอกอ่อนใจ) จนทำให้ผู้เป็นพ่อและแม่กังวลใจ…ไหง! ลิงบ้านเรามันซนจริงๆ

เมื่อก่อนคำว่า “โรคสมาธิสั้น” อาจจะไม่คุ้นเคยเท่ายุคปัจจุบัน สมัยก่อนเวลาเด็กซนผู้ใหญ่ก็มักชื่นชมว่า เด็กซนคือเด็กฉลาด แต่ในยุคนี้พอมีคำว่า “โรคซนสมาธิสั้น” ภาษาแพทย์เรียกว่า Attention Deficit Hyperative Disorders (ADHD) หรือบ้านเรานิยมเรียกว่า โรคเด็กไฮเปอร์ พอได้ยินบ่อยๆ ขึ้นก็ชักรู้สึกวูบวาบซะแล้ว เพราะกลัวเหลือเกินว่าจอมซ่าที่บ้าน อาจจะเข้าข่ายอยู่ก็ได้

ก่อนอื่นเราต้องมาแยกกันก่อนค่ะ เดี๋ยวจะพางงทั้งคนอ่าน และคนเขียนอย่างอิฉัน ซึ่งอาการสมาธิสั้น ลักษณะอาการจะคาบเกี่ยวระหว่าง ความเป็นเด็กซน และเด็กที่มีภาวะบกพร่องสมาธิสั้นจริงๆ ไม่ใช่เพียงความคาบเกี่ยวระหว่างเด็กซนเท่านั้น แต่ก็มีส่วนคาบเกี่ยวกับ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ (Gitted) ซึ่งบางครั้งก็ถูกพาไปพบหมอด้วยอาการคล้ายๆ ว่า สมาธิสั้นเช่นกันค่ะ เพราะบางทีเราก็เกิดเข้าใจผิดและสับสนในพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่งของเด็กเหมือนกัน

นอกจากนี้แล้ว อาการสมาธิสั้นยังเป็นอาการที่พบในเด็กที่มีภาวะออทิสซึม แต่ไม่ได้หมายความว่า เด็กที่มีอาการสมาธิสั้นต้องเป็นออทิสติกนะคะ

อาการที่สำคัญของเด็กกลุ่มสมาธิสั้นแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. อาการซนมากกว่าปกติ (Hyper Activity) ลักษณะความซนจะมากกว่าเด็กทั่วๆไป ซนแบบ ไม่อยู่นิ่ง อยู่ไม่เป็นสุข ลุกลี้ลุกลน ตลอดเวลา แม้แต่การเล่นก็มักเล่นไม่จบ

2. มีความวอกแวกง่าย แม้แต่สิ่งเร้าเล็กน้อยก็สามารถทำให้เสียสมาธิได้แล้ว นอกจากนั้นยังแสดงออกในรูปของการทำงานไม่ค่อยสำเร็จ เพราะในขณะที่กำลังทำงานอย่างหนึ่งอยู่นั้น ใจก็จะคิดวอกแวกไปคิดถึงเรื่องอื่นๆ ต่อไป กว่าจะเสร็จได้ต้องใช้เวลานาน ต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไช งานถึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้

3. อาการหุนหันพลันแล่น (Impulsive) เด็กมักจะแสดงออกในลักษณะที่รอคอยไม่เป็น ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่พ่อแม่หรือผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ เมื่ออยากจะพูดก็จะพูดแทรกขึ้นมาในทันทีโดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม หรือให้ช่วยหยิบน้ำมาให้แก้วหนึ่ง ก็จะรีบไปหยิบเอาแต่แก้วมายื่นให้ เหมือนกับยังไม่ทันฟังคำร้องขอให้เสร็จก่อน ก็รีบวิ่งไปก่อนเสียแล้ว ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มักเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อตัวเด็กได้ง่ายอีกด้วยค่ะ

เด็กอาจมีอาการดังกล่าวที่ว่า ครบทั้ง 3 กลุ่มก็ได้ หรือมีลักษณะเด่นร่วมกัน 1-2 อาการ ซึ่งถ้าเราสังเกตลูกว่า เข้าข่ายกลุ่มอาการสมาธิสั้นแล้ว ควรจะพาไปพบจิตแพทย์ เพื่อทำการทดสอบวินิจฉัยให้ชัดเจนแน่นอนก่อน แล้วค่อยไปสู่ขั้นตอนการรักษาต่อไป

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทำการวิจัยสำรวจเด็กไทยในเขตกรุงเทพฯ ในปี 2004 พบว่า มีเด็กในกลุ่มสมาธิสั้นประมาณร้อยละ 5-10 ของเด็กวัยเรียนหรือประมาณ 2-3 คนในห้องเรียนขนาด 50 คน สำหรับในต่างประเทศพบได้ประมาณร้อยละ 3-15 ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศและระบบการศึกษา ส่วนการบำบัดรักษาแบบมาตรฐานนั้น แบ่งเป็น 3 อย่างคือ การบำบัดด้านการศึกษา การบำบัดรักษาด้านจิตวิทยา และพฤติกรรม รวมทั้งการรักษาด้วยยา

ป้ายกำกับ: , ,

ไม่ป้อน ไม่กิน ไม่ได้แล้ว! (รักลูก)

ลูกจะเข้าอนุบาลอยู่แล้ว ยังไม่ยอมกินข้าวเองอีก ต้องให้คอยป้อนอยู่เรื่อย…เฮ้อ

หยุด…อย่ากังวลกลัวจนเกินไปค่ะ ขอบอกว่าปัญหานี้แก้ได้ง่าย เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ต้องปรับวิธีคิดและยอมให้ลูกทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง ส่วนที่เหลือก็แค่ฝึกฝนเจ้าตัวเล็กตามเทคนิคต่อไปนี้ค่ะ

ถ้าไม่ป้อน…หนูไม่ยอมกิน

โดยปกติเด็กจะมีพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็ก ที่พยายามใช้มือหยิบฉวยคว้าสิ่งของเมื่ออายุประมาณ 3-4 เดือนค่ะ และจะเริ่มพัฒนามาเป็นการหยิบด้วยนิ้วโป้งกับนิ้วอื่นๆ ตอนย่างเข้าเดือนที่ 5-6 จากนั้นเจ้าตัวเล็กของคุณจะควบคุมกล้ามเนื้อมือจนสามารถหยิบจับ หรือถ่ายของระหว่างมือได้แม่นยำมากขึ้น พอถึงเดือนที่ 8-9 พ่อแม่ก็ควรเริ่มฝึกให้ลูกหยิบอาหารกินเองได้แล้ว เพราะกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกพัฒนาและแข็งแรงขึ้นค่ะ

แต่ถ้าอายุ 2 ขวบกว่าแล้วยังไม่ยอมตักข้าวกินเอง ต้องรอให้คุณป้อนข้าวเป็นประจำ นั่นก็เป็นเพราะว่า ไม่ได้รับการฝึกให้กินเองอย่างถูกต้องตั้งแต่เล็กๆ ค่ะ เพราะเด็กจะเรียนรู้จากการลงมือทำ ถ้าได้ลองทำเองบ่อยๆ ก็จะข้าใจ และสามารถทำได้เองในที่สุด แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่ฝึกให้ลูกกินเอง เมื่อถึงวัยที่ควรกินเองได้แล้ว ลูกก็จะกลายเป็นเด็กช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หรือมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน และคนที่จะเป็นกังวลที่สุดก็คงไม่พ้นตัวคุณนั่นเองค่ะ

ฝึกให้ลูกกินเอง…ตามวัย

คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกกินเองตามวัย และตามพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กของเขา ซึ่ง พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ หัวหน้าหน่วยพัฒนาบุคลากรการเจริญเติบโต โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีเทคนิคดีๆ มาแนะนำดังนี้ค่ะ

อายุ 9-10 เดือน ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้หยิบกระดุมหรือเชือกได้

Let’s start : ควรเริ่มฝึกลูกให้ใช้มือหยิบอาหารกินเอง (finger food) แต่ต้องเป็นอาหารชิ้นเล็กๆ นิ่มๆ ลูกจะได้ไม่สำลักหรือติดคอ เช่น มะละกอสุก ขนมปังนิ่ม หรือมะกะโรนีต้มเปื่อย และขณะที่ลูกหยิบอาหารเข้าปาก คุณแม่ควรบี้ให้อาหารนิ่มขึ้น ป้องกันการสำลักค่ะ

อายุ 1 ขวบ ดื่มน้ำจากแก้วที่มีมือจับได้

Let’s start : ฝึกให้ลูกถือแก้วน้ำดื่มเอง ควรเริ่มใช้แก้วใบเล็กๆ เพราะจะได้ถือได้อย่างถนัดมือ ในช่วงแรกของการฝึกลูกน้อยอาจสำลักได้ จึงควรให้เริ่มฝึกจากการดื่มน้ำเปล่าก่อน และใส่น้ำในปริมาณน้อยๆ

อายุ 1 1/2 ขวบ สามารถต่อบล็อกไม้ได้ 2-3 ชิ้น และยังสามารถถือช้อนป้อนอาหารเข้าปากได้

Let’s start : ฝึกใช้ช้อนตักอาหารเข้าปาก ควรใช้ถ้วยและช้อนที่มีขนาดเล็กๆ ให้เหมาะกับมือของเด็ก

อายุ 2 ขวบขึ้นไป สามารถใช้ช้อนตักอาหารกินเองได้ และดื่มน้ำจากแก้วได้ โดยไม่หกเลอะเทอะ

Let’s start : ควรสอนวิธีใช้ช้อนตักอาหารที่ถูกต้อง ใส่อาหารในถ้วย แต่เพียงเล็กน้อยเพื่อให้ลูกรู้สึกภูมิใจว่ากินเองได้หมดถ้วย

หลักคิด

1. เริ่มฝึกกันใหม่ ต้องเริ่มฝึกให้ลูกกินเองตั้งแต่วันนี้เลยค่ะ โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่บังคับหรือกดดันลูกนะคะ เพราะเด็กวัย 1 ขวบขึ้นไป จะเริ่มเป็นตัวของตัวเองแล้ว และไม่ชอบการบังคับเป็นที่สุดค่ะ

2. จัดโต๊ะอาหารและกินข้าวไปพร้อมๆ กัน ลูกจะได้เห็นบรรยากาศของมื้ออาหาร และยังได้เรียนรู้วิธีการกินอาหารจากคุณพ่อคุณแม่ด้วย แต่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกเห็นนะคะ พยายามอย่าเลือกกินอาหารต่อหน้าลูก

3. ไม่ดูทีวีหรือทำกิจกรรมอื่น เพราะอาจเบี่ยงเบนความสนใจในการกินอาหารของลูก

4. ไม่ควรใช้อาหารเป็นรางวัลหรือการลงโทษลูก ถ้าเอาเรื่องกินอาหารมาใช้เป็นให้รางวัลหรือลงโทษ ลูกอาจจะเครียด หรืออาจใช้เรื่องกินมาเป็นเครื่องมือต่อต้านคุณพ่อคุณแม่ได้

5. กำหนดเวลาการกิน ในแต่ละมื้อไม่ควรให้ลูกกินข้าวเกิน 20-30 นาที ค่ะ

6. จัดปริมาณอาหารให้เหมาะสม ต้องไม่ลืมว่าลูกยังกินข้าวได้ในปริมาณน้อย จึงไม่ควรตักเยอะเกินไป เพราะอาจทำให้ไม่อยากกินข้าว อมข้าว หรือกลายเป็นเด็กอ้วนไปเลยก็ได้ ทางที่ดีควรสังเกตจากน้ำหนักของลูกว่าต่ำกว่าเกณฑ์หรือเปล่า ถ้ายังไม่ต่ำก็ไม่มีปัญหา

7. ปล่อยให้เลอะเทอะบ้าง ช่วงแรกที่ฝึกให้กินเองลูกอาจจะทำอาหารเลอะเทอะเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งการที่ลูกได้ลองใช้มือหยิบจับขย้ำอาหารดูบ้าง เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ลูกรู้จักอาหาร แต่คุณต้องไม่ลืมสอนลูกไปด้วยนะคะว่าอาหารเอาไว้กินไม่ใช่ของเล่น

8. ลดของว่างระหว่างมื้อ ไม่ควรให้ลูกกินจุบจิบทั้งวัน เพราะจะทำให้ลูกไม่หิวเมื่อถึงมื้ออาหารค่ะ

ข้อควรระวัง . . .

1. อย่าติดสินบนลูก เช่น “ถ้ากินแตงกวาชิ้นนี้หมด แม่จะให้กินเค้กนะ” จะทำให้ลูกรู้สึกถูกบังคับและไม่ได้ช่วยให้ลูกอยากกินแตงกวาจริงๆ แถมยังสร้างนิสัยการกินผิดๆ ให้กับลูกด้วย

2. ไม่บังคับให้ลูกกินอาหารที่ไม่ชอบ เช่น ผักนานาชนิด เพราะถ้ายิ่งบังคับ ลูกจะต่อต้าน ทำให้เกลียดอาหารชนิดนั้นไปเลย วิธีแก้คือ ควรปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้ลูก โดยเริ่มจากนำอาหารที่ลูกไม่ชอบมาทำเมนูใหม่ๆ เช่นไข่ตุ๋นใส่ผัก หรือเลือกใช้ผักหลากสีอย่าง แครอท มะเขือเทศ ถั่วลันเตา มาทำอาหาร ก็เพิ่มความน่าอร่อยไปอีกแบบ

3. อย่ายัดเยียดป้อนลูก “อีกคำนะ” เพราะถ้าลูกอิ่มแล้ว แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังให้กินอีกเรื่อยๆ บางครั้งลูกอาจอาเจียนหรือขย้อนอาหารออกมา คนป้อนก็จะรู้สึกกังวลหรือหงุดหงิด ทำให้มื้ออาหารของลูกกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อไปเลย

ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: , ,

โรคตาในเด็ก (เดลินิวส์)

ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยในปัจจุบันน่าเป็นห่วง เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของการดูแลและปกป้องสุขภาพดวงตาของลูกน้อย โดยมักจะพามาพบจักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาแล้ว

ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า พ่อแม่ควรให้ความสำคัญใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา และส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ เพราะพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็กนั้น ถือว่าเป็นประตูสู่การเรียนรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการรอบด้านที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็ก โดยมีผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็กมากถึง 80-90% ดังนั้น หากเด็กมีปัญหาพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นภาพไม่สมบูรณ์ ก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้

ในปัจจุบันพบว่าปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากในอดีต คือ จากเดิมมักจะเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เปลี่ยนเป็นโรคที่เกี่ยวกับสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติทางด้านการมองเห็นมากขึ้น เช่น โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา และโรคตาขี้เกียจ โดยอาการของโรคจอประสาทตานั้น จะทำให้เด็กมองเห็นภาพไม่ปกติ มองเห็นภาพเลือนราง พ่อแม่ต้องสังเกตจากพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก เช่น เด็กไม่จ้องหน้า ตาแกว่ง ไม่มีพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นตามวัย หรือ การวิ่งเข้าไปดูสิ่งของใกล้ๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กอาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

โรคจอประสาทตาในเด็ก อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม การขาดสารอาหารบางชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่ เด็กคลอดก่อนกำหนด มีผลการศึกษาพบว่าเด็กคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,250 กรัม จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตากว่า 60% และในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 750 กรัม มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวถึง 90% ซึ่งโรคจอประสาทตาในเด็กนี้ ถือเป็นสาเหตุหลักอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กตาบอดในที่สุด

จอประสาทตา เป็นส่วนสำคัญที่สุดต่อการรับภาพและมองเห็นภาพชัดเจน ทำหน้าที่เป็นสัญญาณรับภาพ ดังนั้นเมื่อจอประสาทตาผิดปกติ หรือถูกทำลายจะทำให้สูญเสียการมองเห็นเป็นภาพเลือนราง ซึ่งจอประสาทตานี้อาจโดนทำลายจากภาวะมลพิษทางแสงที่อยู่รอบๆ ตัวเรา โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ซึ่งการให้เด็กรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนช่วยบำรุงสายตาอาจช่วยได้ เช่น อาหารที่มีวิตามินเอ จำพวกผักบุ้ง ผักตำลึง และสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับภาวะมลพิษทางแสงที่จะไปทำลายจอประสาทตา มีมากในน้ำนมแม่

พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสายตาของลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะโดยปกติพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กจะมีการ พัฒนาการสูงสุดในช่วง 4 ขวบปีแรก โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอด เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ขวบ และพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 8-10 ขวบ ดังนั้น การดูแลและป้องกันลูกน้อยจากอาการผิดปกติทางสายตา และส่งเสริมให้เด็กมองเห็นภาพชัดเจนในช่วงอายุดังกล่าวจึงมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

ทั้งนี้ พ่อแม่สามารถส่งเสริมความฉลาดของลูกผ่านพัฒนาการทางสายตาด้วยของเล่นสีสด เช่น ของเด็กเล่นสำหรับเด็กอายุ 1-2 เดือน สามารถใช้ของเล่นสีสดขนาดใหญ่พอสมควร ให้เด็กฝึกใช้สายตาจ้องมองและค่อยๆ ลดขนาดลงเมื่อลูกโตขึ้น และสำหรับเด็ก 1-2 ขวบ อาจใช้สมุดภาพที่มีสีสัน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการสายตาและการเรียนรู้ของเด็กได้อีกด้วย

การดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ สามารถให้ลูกดูหรือเล่นได้ตั้งแต่เล็ก เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการที่ดีแก่เด็กได้ แต่พ่อแม่ต้องแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยให้ลูกพักสายตาทุกๆ ครึ่งชั่วโมง สัก 4-5 นาที และหมั่นสังเกตการใช้สายตาของลูก หากมีข้อสงสัยว่าลูกจะมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กชอบดูทีวีใกล้ เอียงคอมอง หรี่ตามอง การมองเห็นผิดปกติ ไม่มองตาม ตาเข ตาแกว่ง ตาสั่น หรือขนาดตา 2 ข้างไม่เท่ากัน ควรพาลูกไปปรึกษาจักษุแพทย์ทันที


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: , , , ,

โรคตาในเด็ก (เดลินิวส์)

ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยในปัจจุบันน่าเป็นห่วง เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของการดูแลและปกป้องสุขภาพดวงตาของลูกน้อย โดยมักจะพามาพบจักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาแล้ว

ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า พ่อแม่ควรให้ความสำคัญใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา และส่งเสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ เพราะพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็กนั้น ถือว่าเป็นประตูสู่การเรียนรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการรอบด้านที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็ก โดยมีผลต่อพัฒนาการด้านอื่นๆ ของเด็กมากถึง 80-90% ดังนั้น หากเด็กมีปัญหาพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นภาพไม่สมบูรณ์ ก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้

ในปัจจุบันพบว่าปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากในอดีต คือ จากเดิมมักจะเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เปลี่ยนเป็นโรคที่เกี่ยวกับสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติทางด้านการมองเห็นมากขึ้น เช่น โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา และโรคตาขี้เกียจ โดยอาการของโรคจอประสาทตานั้น จะทำให้เด็กมองเห็นภาพไม่ปกติ มองเห็นภาพเลือนราง พ่อแม่ต้องสังเกตจากพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก เช่น เด็กไม่จ้องหน้า ตาแกว่ง ไม่มีพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นตามวัย หรือ การวิ่งเข้าไปดูสิ่งของใกล้ๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กอาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

โรคจอประสาทตาในเด็ก อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม การขาดสารอาหารบางชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่ เด็กคลอดก่อนกำหนด มีผลการศึกษาพบว่าเด็กคลอดก่อนกำหนดที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,250 กรัม จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคจอประสาทตากว่า 60% และในกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 750 กรัม มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวถึง 90% ซึ่งโรคจอประสาทตาในเด็กนี้ ถือเป็นสาเหตุหลักอันดับหนึ่งที่ทำให้เด็กตาบอดในที่สุด

จอประสาทตา เป็นส่วนสำคัญที่สุดต่อการรับภาพและมองเห็นภาพชัดเจน ทำหน้าที่เป็นสัญญาณรับภาพ ดังนั้นเมื่อจอประสาทตาผิดปกติ หรือถูกทำลายจะทำให้สูญเสียการมองเห็นเป็นภาพเลือนราง ซึ่งจอประสาทตานี้อาจโดนทำลายจากภาวะมลพิษทางแสงที่อยู่รอบๆ ตัวเรา โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ซึ่งการให้เด็กรับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนช่วยบำรุงสายตาอาจช่วยได้ เช่น อาหารที่มีวิตามินเอ จำพวกผักบุ้ง ผักตำลึง และสารอาหารที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซับภาวะมลพิษทางแสงที่จะไปทำลายจอประสาทตา มีมากในน้ำนมแม่

พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสายตาของลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะโดยปกติพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กจะมีการ พัฒนาการสูงสุดในช่วง 4 ขวบปีแรก โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอด เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ขวบ และพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 8-10 ขวบ ดังนั้น การดูแลและป้องกันลูกน้อยจากอาการผิดปกติทางสายตา และส่งเสริมให้เด็กมองเห็นภาพชัดเจนในช่วงอายุดังกล่าวจึงมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

ทั้งนี้ พ่อแม่สามารถส่งเสริมความฉลาดของลูกผ่านพัฒนาการทางสายตาด้วยของเล่นสีสด เช่น ของเด็กเล่นสำหรับเด็กอายุ 1-2 เดือน สามารถใช้ของเล่นสีสดขนาดใหญ่พอสมควร ให้เด็กฝึกใช้สายตาจ้องมองและค่อยๆ ลดขนาดลงเมื่อลูกโตขึ้น และสำหรับเด็ก 1-2 ขวบ อาจใช้สมุดภาพที่มีสีสัน เพื่อช่วยกระตุ้นพัฒนาการสายตาและการเรียนรู้ของเด็กได้อีกด้วย

การดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ สามารถให้ลูกดูหรือเล่นได้ตั้งแต่เล็ก เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการที่ดีแก่เด็กได้ แต่พ่อแม่ต้องแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยให้ลูกพักสายตาทุกๆ ครึ่งชั่วโมง สัก 4-5 นาที และหมั่นสังเกตการใช้สายตาของลูก หากมีข้อสงสัยว่าลูกจะมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กชอบดูทีวีใกล้ เอียงคอมอง หรี่ตามอง การมองเห็นผิดปกติ ไม่มองตาม ตาเข ตาแกว่ง ตาสั่น หรือขนาดตา 2 ข้างไม่เท่ากัน ควรพาลูกไปปรึกษาจักษุแพทย์ทันที


ที่มา women.kapook.com

ป้ายกำกับ: , , , ,

โรคเท้าในเด็ก (ไทยโพสต์)

โดย : กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท

ผู้หญิงทุกคนที่มีโอกาสเป็น “คุณแม่” มักจะพูดถึงวินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าลูกว่า “เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต” ก็เจ้าตัวน้อยอีกนั่นแหละที่เป็นสิ่งเติมเต็มให้ครอบครัวสมบูรณ์ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่คุณแม่ปรารถนาที่จะเห็นลูกน้อยมีอาการครบสามสิบสอง และร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ คุณแม่ก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของลูกผิดปกติ คนที่เดือดร้อนและกังวลใจเป็นที่สุดคือคุณแม่นั่นเอง

มีคุณแม่ท่านหนึ่งวิตกเกี่ยวกับเท้าของลูก ที่ผิดปกติว่า “เท้าของลูกดิฉันไม่เหมือนของลูกเพื่อน”,”เท้าของลูกดิฉัน แบนผิดปกติ”

คุณแม่บางรายบอกว่า “เท้าของลูกดิฉันมีนิ้วเกิน นิ้วติดกัน นิ้วไม่ครบ ขาดหายไปก็มี”

เป็นคำกล่าวของคุณแม่ที่ลูกมีเท้าผิดปกติ เพราะเกรงว่าถ้ารักษาไม่หาย เมื่อลูกโตขึ้นเป็นหนุ่มเป็นสาวจะทำให้เกิดปมด้อยได้

ความจริงความผิดปกติของเท้าเด็กนั้น อาจเป็นสภาวะทางสรีระของเท้าเด็กเองและธรรมชาติแก้ไขได้เมื่อเติบโตขึ้น

ความผิดปกติในเท้าเด็ก ความผิดปกติในเท้าเด็กนั้นมีมากมาย ที่พบได้ เช่น

เท้าแบน เป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยมากในเด็กทารกทั่วไป เรียกตามประสาชาวบ้านว่า “ตีนเป็ด” สภาวะเช่นนี้ถ้าพ่อแม่ไม่ให้ความสนใจนัก อาจจะไม่รู้เรื่องเสียด้วยซ้ำว่าลูกมีฝ่าเท้าแบน ทั้งๆ ที่บางครั้งเป็นมากด้วย บางท่านให้ความสนใจมากเกินไปถึงกับพาลูกๆ ไปหาหมอหลายแห่ง เพื่อให้เกิดความแน่ใจว่าลูกมีเท้าไม่ผิดปกติ ทั้งๆ ที่แพทย์ได้อธิบายแล้วว่าในระหว่างที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดานั้น ฝ่าเท้าอาจบิดไปบิดมาตามท่าทางของทารกที่ประคับประคองบีบรัดโดยมดลูก ทำให้ฝ่าเท้าเฉออกนอกลำตัว หรือบิดเข้าหาตัวมากเกินไป พอคลอดออกมาลักษณะของเท้ากลับคืนสู่ปกติเหมือนเด็กทั่วๆ ไปภายในช่วง 5 อาทิตย์หลังคลอด

ก่อนเด็กเดินได้ฝ่าเท้าจะมีลักษณะแบนราบ ไม่มีอุ้งเท้าอย่างที่เห็นในเด็กโต ในช่วงที่เด็กเริ่มหัดเดินเตาะแตะจะเห็นว่าขาทั้งสองข้าง และฝ่าเท้าทั้งสองถ่างออกกว้าง น้ำหนักตัวอาจตกลงมาทางด้านในของฝ่าเท้าแบน เมื่อเด็กอายุมากขึ้น เด็กเดินได้เก่งขึ้น การยืนการเดินทำได้ตรงและถนัดมากขึ้น เท้าทั้งสองข้างจะเข้ามาชิดกัน แนวน้ำหนักตัวจะตกลงไปตามแกนของกระดูกขา และลงไปทางด้านนอกของฝ่าเท้า ช่วงนี้จะเห็นว่าเด็กมีความเจริญเติบโตที่เป็นปกติ และเริ่มมีอุ้งเท้าเกิดขึ้น

จากการสังเกตพบว่า เท้าแบนนั้นบางครั้งเป็นพันธุกรรม การที่ฝ่าเท้าแบนในช่วงอายุ 7 ขวบแรกก็ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกาย ถ้าหากอายุเกิน 7 ขวบแล้วฝ่าเท้ายังแบนอยู่ร่วมกับมีข้อเท้าเอียงล้มเข้าด้านในมาก ถือว่าเป็นความผิดปกติ และควรรีบไปรักษา

ส่วนใหญ่เด็กที่ฝ่าเท้าแบน ไม่ชอบวิ่งเล่น หรือออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างเด็กปกติทั่วไป เพราะจะรู้สึกปวดเมื่อยน่องเร็วกว่าปกติ แม้แต่การเล่นกีฬาบางอย่างก็ไม่สามารถสู้เพื่อนได้ จะเห็นว่าเด็กที่มีฝ่าเท้าแบนที่เราพบนั้น มีลักษณะของมืออ่อนเท้าอ่อน จนสามารถดัดให้เท่าหรือมือแอ่นได้มากๆ เด็กที่มีฝ่าเท้าแบนมากๆ และถ้าใส่รองเท้าแข็งๆ เป็นประจำ จะเห็นว่าเท้ามีขอบด้านในหนาขรุขระซึ่งเกิดจากผิวหนังด้านนี้ มีการเสียดสีกับหนังรองเท้าที่สัมผัสกันตลอดเวลา

การรักษา

การรักษาเด็กที่มีฝ่าเท้าแบนนั้น ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบยังไม่มีความจำเป็นต้องเดือดร้อนในการรักษา แต่คอยดูว่าเป็นมากขึ้นหรือไม่ พอเด็กโตขึ้นเรื่อยๆ แต่เท้ายังแบนมากร่วมกับข้อเท้าเอียงล้มมากขึ้น ควรพาไปรักษาซึ่งอาจจะเริ่มจากการที่คุณแม่พาลูกหัดเดินหรือวิ่งบนปลายเท้า และกระตุ้นให้เด็กออกกำลังกายบริหารร่างกายหรือเล่นกีฬา แพทย์บางท่านจะแนะนำให้ใส่รองเท้าพิเศษด้วย โดยเฉพาะส่วนเสริมอุ้งเท้า เพราะจะช่วยให้เด็กไม่รู้สึกเกร็งเท้าเวลาเดิน

ในกรณีที่มีฝ่าเท้าแบนในเด็กที่มีอายุมากขึ้นตั้งแต่ 10-15 ปี อาจจะมีสาเหตุมาจากอย่างอื่น เช่น เอ็นร้อยหวายตึง โรคข้ออักเสบ อาจเกิดจากการติดเชื้อโรคข้ออักเสบพวกรูมาตอยด์ หรือในบางรายอาจเกิดจากกระดูกผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด คือ กระดูกของเท้าติดกันจะทำให้เท้าแบนเกิดขึ้น ความผิดปกติเหล่านี้สมควรได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เริ่มตั้งแต่การให้สวมใส่รองเท้าพิเศษ ถ้ามีอาการผิดปกติมากจำเป็นต้องผ่าตัดรักษา

ที่มา .women.kapook.com

ป้ายกำกับ: , ,

เคล็ดลับดูแลคุณแม่ท้องลาย (Mother & Care)

ไม่อยากให้ริ้วรอยใดๆ มากล้ำกรายผิวสวย ต้องช่วยกันถนอมดูแลผิวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ ซึ่งคุณแม่มักเผชิญกับหน้าท้องลาย ซึ่งเป็นปัญหาผิวพรรณที่น่าหวั่นใจ ถ้าไม่แก้ไขหรือบรรเทาให้เบาบางลงด้วยเคล็ดลับเหล่านี้ก็จะทิ้งริ้วรอยผิวไว้ไม่งามตา ได้ค่ะ

เคล็ดลับที่ 1 ดูแลผิวหน้าท้อง…ต้องเริ่มตั้งแต่ตั้งครรภ์

แม้ว่าจะหลีกเลี่ยงปัญหาท้องลายได้ยาก และไม่มีทางป้องกันปัญหานี้ เพราะไม่มีครีมหรือยาทาชนิดใดที่จะป้องกันปัญหาท้องลายอย่างได้ผล แต่คุณแม่ก็ทาครีมแก้ไขหรือบรรเทาให้ลดลงได้ตั้งแต่ตั้งครรภ์ช่วงแรกๆ เพราะถ้าปล่อยไว้เนิ่นนานไปจนถึงช่วงหลังคลอด ปัญหาริ้วรอยที่ไม่น่าพิสมัยเหล่านี้จะแก้ไขได้ยากกว่าที่คาดค่ะ

เคล็ดลับที่ 2 เผยผิวสวยดูแลด้วยเครื่องบำรุงผิว

แม้การใช้เครื่องบำรุงผิวพรรณทาหน้าท้องจะไม่สามารถป้องกันท้องลายให้คุณแม่ได้โดยตรง แต่ก็ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอได้ จึงเท่ากับเป็นการช่วยลดความรุนแรงของปัญหาท้องลายได้ทางอ้อมเช่นกัน

ขณะตั้งครรภ์อ่อนๆ ควรใช้เครื่องบำรุงผิวพรรณ เช่น น้ำมันมะกอก ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ หรือเบบี้โลชั่นชนิดใดก็ได้ที่ปลอดภัย โดยเน้นส่วนผสมที่สกัดมาจากธรรมชาติ

ทาครีมทุกครั้งหลังอาบน้ำเสร็จหรือเมื่อรู้สึกคัน โดยเมื่ออาบน้ำเสร็จให้เช็ดตัวเพียงพอหมาดๆ แล้วรีบทาครีมบำรุงผิวให้ทั่วท้องทันทีเพราะช่วงนั้นผิวจะเก็บความชุ่มชื้นได้มากที่สุด

ทาหน้าท้องเบาๆ เป็นประจำต่อเนื่องไปจนถึงช่วงใกล้คลอด เพื่อช่วยลดปัญหาหน้าท้องแตกลายหลังคลอด แล้วเพิ่มปริมาณเนื้อครีมให้มากขึ้นตามอายุครรภ์ที่เพิ่มขึ้นด้วยนะคะ

เลือกโลชั่นชนิดที่มีเนื้อครีมเหนียวข้น เพราะสามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดีกว่าและนานกว่าแบบทั่วไป

หมั่นทาผิวหน้าท้องในระหว่างวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังบริเวณหน้าท้องได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องทาเพียงเช้าเย็นวันละ 2 ครั้งหลังอาบน้ำเท่านั้น โอกาสที่ผิวหนังแตกลายก็จะลดลงได้ดั่งใจ

ผิวพรรณในร่มผ้ากับปัญหาท้องลาย ปัญหานี้เกิดขึ้นจากผิวหนังบริเวณท้องยืดขยายตัวออกมากและเป็นไปอย่างรวดเร็วจนผิวปริแตก เพราะการคันของมดลูกที่กำลังขยายตัว หรือการที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผิวหนังจะขยายตัวได้ทัน และในช่วงหลังคลอดผิวบริเวณหน้าท้องที่เคยยืดขยายตัว ก็ไม่สามารถหดกระซับกลับสู่สภาวะเดิมได้ทั้งหมด เหล่านี้จึงเป็นสาเหตุให้เกิดริ้วรอย และความหย่อนยานของผิวจนเกิดเป็นหน้าท้องลายได้

เคล็ดลับที่ 3 บอกลาผิวท้องลายดูแลง่าย ๆ ด้วยการอาบน้ำ

หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัดๆ เลือกอาบน้ำธรรมดา น้ำที่ค่อนข้างร้อนจะทำให้ผิวแห้ง แตกเป็นขุยเพราะขาดความชุมชื้น โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้หน้าท้องแตกลายมากขึ้น

ส่วนคุณแม่ที่เกิดอาการคัน เพราะหน้าท้องแห้งและขยายตัว ต้องหลีกเลี่ยงการเกาด้วยค่ะ แล้วใช้ครีมทาผิวแทนการเกาจะช่วยลดปัญหาท้องลายได้ทางหนึ่งแถมยังช่วยถนอมผิวให้เนียนนุ่มชุ่มชื้นน่าชื่นใจไปตลอดการตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงหลังคลอดด้วยค่ะ

ที่มา kapook.com

ป้ายกำกับ: , ,

พ่อจ๋าแม่จ๋า...กลับมาเร็ว ๆ นะ (รักลูก)

โดย : เติบใหญ่วัยซน 1-3 ปี เพียงขวัญ

เรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ พญ.เสาวภา พรจินดารักษ์

กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ศรีนครินทร์

สภาพเศรษฐกิจอย่างปัจจุบัน ส่งผลให้ทั้งคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ครอบครัว ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จึงทำให้ช่วงกลางวันไม่ได้อยู่กับลูก เอ...แล้วจะส่งผลต่อพัฒนาการของลูกหรือเปล่านะ ?

ทำงานนอกบ้าน...ข้อดี vs ข้อเสีย

ข้อดี ของการที่คุณพ่อคุณแม่ออกไปทำงานนอกบ้านทั้งคู่ คืออยู่บ้านตลอด 24 ชม. อาจทำให้คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่าไม่มีผลงานที่ชัดเจน จนเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อตนเอง

แต่พอได้ออกไปทำงานข้างนอกก็รู้สึกว่าตัวเองมีผลงาน สามารถทำงานได้ ทำให้มีสุขภาพจิตดีเวลากลับเข้าบ้านก็จะสามารถมาเล่นกับลูก หรือสามารถกระตุ้นพัฒนาการลูกได้ดีกว่าอยู่บ้านแต่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ทำประโยชน์อย่างเต็มที่

นอกจากนั้นคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจรู้สึกว่าอยู่บ้านแล้วเครียดถ้าได้ทำงานแล้วจะรู้สึกผ่านคลาย ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพจิตเช่นกัน ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์ต่อเนื่องค่ะ เพราะถ้าพ่อแม่อารมณ์ดีสุขภาพจิตดีรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า กลับมาก็จะรู้สึกว่าเล่นกับลูกได้อย่างมีควาสุขมากขึ้น ลูกเองก็จะอารมณ์ดี และมีความสุข

ข้อเสีย มี 2 ข้อใหญ่ ๆคือ

เครียด เมื่อคุณพ่อคุณแม่เครียดมาก ๆ ก็อาจมาลงกับลูกได้ เพราะรู้สึกว่าทำงานมาตลอดทั้งวันก็เหนื่อยมากแล้ว เมื่อกลับถึงบ้านจึงอยากพักผ่อน ไม่อยากเล่นกับลูก

ขาดโอกาสเข้าใจลูก เพราะเวลาส่วนใหญ่อยู่ที่ทำงาน ส่วนลูกก็ให้คุณปู่คุณย่าหรือคุณตาคุณยายช่วยเลี้ยง จึงวางใจว่าลูกจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี และไม่ได้เข้าไปใกล้ชิดลูกอย่างเต็มที่

เมื่อคุณพ่อคุณแม่กลับจากทำงานก็พักผ่อน ในขณะที่ลูกวัย 1-3 ปี อยู่ในช่วงวัยของการพัฒนาอารมณ์ อาจมีการต่อต้าน มีการทดลองว่าถ้าเขาทำแบบนี้แล้วพ่อแม่จะทำอย่างไร เป็นวัยที่กำลังเรียนรู้การปรับอารมณ์ การวางตัว รวมทั้งเรื่องความสามารถของตัวเอง

ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ไม่เข้าใจพฤติกรรมลูก ก็อาจเกิดปฏิกิริยาได้หลายแบบ เช่น ถ้าเป็นคุณพ่อคุณแม่กลุ่มที่มีบุคลิกแบบสมยอมก็ตามใจลูก ลูกอยากได้อะไรก็หาให้หมดเลย แต่หากเป็นพ่อแม่กลุ่มที่เป็นแบบเด็ดขาดก็จะพยายามเอาชนะลูก และสิ่งที่จะตามมาล้วนแต่เกิดผลเสียกับลูกทั้งนั้นค่ะ

จะเกิดอะไรกับลูก ? หากทำงานจนห่างลูก

ปัญหาที่เกิดขึ้นก็ลูกมีตั้งแต่ลูกเอาแต่ใจ ก้าวร้าว ไม่เชื่อฟังใคร จนถึงซึมเศร้า ไม่พูด เก็บตัว กลัวคน หรืออาจจะติดทีวี

ซึ่งวัย 1-3 ปี เป็นวัยที่ต้องการความผูกพันแบบลึกซึ้ง และมักเลียนแบบผู้ใกล้ชิด ลูกจะเป็นอย่างไรจึงขึ้นอยู่กับคนเลี้ยงที่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ด้วยกัน แต่ลูกก็ยังเกิดความผูกพันลึกซึ้งกับใครคนใดคนหนึ่งไม่มากเท่ากับเด็กที่มีคุณพ่อหรือคุณแม่อยู่ด้วยทั้งวัน จึงทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย และไม่อบอุ่นเท่าที่ควร

ส่วนผลกระทบในอนาคตนั้นไม่แน่ว่าจะมีหรือไม่ เพราะหลังจาก 3 ขวบ ลูกก็จะเข้าโรงเรียน ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปตามสถานที่ที่ไปถ้าเขาไปอยู่โรงเรียนที่ครูใส่ใจ เข้าใจพัฒนาการเด็กก็อาจจะช่วยได้ แต่หากไปอยู่โรงเรียนที่ครูไม่สามารถใส่ใจเด็กได้ด้วยข้อจำกัดที่ปริมาณเด็กมาก ก็จะมีปัญหาระยะยาวแน่ ๆ ค่ะ

สิ่งที่ลูกวัยนี้ต้องการคือ คนที่ทำให้เขารู้สึกว่าไว้ใจได้ อยุ่ด้วยแล้วรู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย และตอบสนองเขาได้อย่างเหมาะสม มากกว่าเพียงอาหารสะอาด สิ่งแวดล้อมปลอดภัย ซึ่งจะมีใครทำหน้าที่นี้ได้ดีเท่าคุณพ่อคุณแม่ล่ะคะ ?

แต่หากจำเป็น คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องหาพี่เลี้ยงที่เข้าใจพัฒนาการเด็กใส่ใจเด็ก หรือหาเนิร์สเซอร์รี่ที่สถานที่มีความปลอดภัย ดูเรื่องความสะอาดของอาหารการกิน จำนวนพี่เลี้ยงและเด็กต้องสมดุลกัน คือพี่เลี้ยง 1 คน ต้องไม่ดูแลเด็กมากเกิน 4 คน

แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณพ่อคุณแม่เองด้วยค่ะ หากตระหนักและหมั่มเต็มเติมความต้องการของลูก กลับมาจากทำงานก็มาชดเชยให้ลูกในช่วงเย็นหรือเสาร์อาทิตย์ ก็จะช่วยลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ค่ะ

เรื่องนี้ไม่ต้องลืม

การที่คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันทำงานนอกบ้านทั้งคู่ไม่ใช่เรื่องผิดค่ะ แต่ก็มีเรื่องที่ต้องใส่ใจเพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับลูก คือ

อย่าให้งานทำร้าย อย่าปล่อยให้ความเครียดจากในที่ทำงานมาทำร้ายลูกและครอบครัว สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เก็บความเครียดจากที่ทำงานกลับมาบ้านด้วย

กินข้าวเย็นร่วมกัน คุณพ่อคุณแม่ควรกลับมากินข้าวเย็นกับลูกเพื่อเป็นเวลาที่ทุกคนมีความสุขร่วมกัน เป็น happy time นอกจากนี้ยังทำให้รู้จักลูกด้วยว่า เขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร

เล่นกับลูก เมื่อกลับมาแล้วไม่เปิดทีวีจนกว่าลูกจะหลับ แล้วใช้เวลาเล่นกับลูกจะช่วยให้ลูกรู้สึกว่ามีคนใส่ใจเขา รักเขาอย่างลึกซึ้งคุณพ่อคุณแม่เองก็จะได้รู้จักลูกมากขึ้นด้วยค่ะ

วันหยุดสุดคุ้ม เปลี่ยนจากการพาลูกไปเที่ยวที่ห้างในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ มาเป็นการหากิจกรรมที่จะทำให้ทุกคนได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน อย่างเช่น อยู่บ้านแล้วเล่นด้วยกัน เป็นต้น

แม้จะเป็นการทำเพื่อลูกแต่สิ่งที่ลูกต้องการมากที่สุดก็คือ ความรัก ความอบอุ่นใกล้ชิดจากพ่อแม่ เพราะฉะนั้น วันนี้อย่าทำงานเพลินจนลืมนึกถึงเจ้าตัวน้อยที่คอยอยู่ที่บ้านนะคะ






ขอขอบคุณข้อมูลจาก



รักลูก

ป้ายกำกับ: , ,

สังเกตสักนิดลูกเราเป็นโรครูมาตอยด์หรือเปล่า (มติชนออนไลน์)

โดย : เจอร์ราจ

แหล่งข้อมูล: สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย (หน้าพิเศษ Hospital Healthcare)



มักมีคำถามว่า โรครูมาตอยด์ เกิดขึ้น ในเด็กได้ด้วยหรือ

ได้ เพราะโรครูมาตอยด์เป็นหนึ่งใน กลุ่มโรคข้อที่มีจำนวนกว่า 50 โรคที่พบได้ในเด็ก แต่เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่พบได้บ่อยที่สุด ส่วนสาเหตุที่แท้จริงของการ เกิดโรคนั้นยังไม่มีใครทราบ แต่จากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการติดเชื้อบางชนิด และมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม

อาจแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ตามอาการนำเริ่มต้นของโรค

1. กลุ่มที่มีไข้สูง เด็กจะมีข้ออักเสบร่วมด้วย อาจมีตับ ม้ามโต บางรายอาจมีปอดอักเสบ และหัวใจอักเสบ

2. กลุ่มที่มีข้ออักเสบหลายข้อ จะมีอาการแสดงคล้ายโรครูมาตอยด์ในผู้ใหญ่ คือได้รับความทรมานจากอาการปวด บวมที่ข้อ เช่น ข้อมือ ข้อเท้า ข้อศอก ข้อเข่า โดยเฉพาะช่วงตื่นนอนตอนเช้า ข้อมูลจากสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันคนไทย 2 แสนคน ป่วยเป็นโรครูมาตอยด์ ซึ่งพบในหญิงมากกว่าชายถึง 4 เท่า ในช่วงอายุ 20-40 ปี หากรักษาไม่ถูกต้องอาจทำให้ข้อพิการหรือตาบอดได้

3. กลุ่มที่มีข้ออักเสบ 2-3 ข้อ กลุ่มนี้ถ้าเป็นเด็กหญิงอายุน้อยจะมีโอกาสเกิดตาอักเสบ ทำให้ตาบอดได้ ถ้าเป็นเด็กชายและอายุมากอาจมีกระดูกสันหลังอักเสบร่วมด้วยได้ โดยเด็กจะเป็นข้ออักเสบเรื้อรัง หรืออาจมีข้ออักเสบอยู่นานเป็นเดือนหรือเป็นปี บางรายอาจเป็นไปตลอดชีวิต ในขณะที่บางรายอาจโชคดีที่โรคสามารถสงบลง หรือสามารถควบคุมโรคได้

การรักษาโรคนี้ประกอบด้วย การรักษาทางยาซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด การบริหารร่างกายจะช่วยให้ข้อมีการเคลื่อนไหวได้ดี ไม่ติดขัด การผ่าตัดจะเป็นหนทางสุดท้ายที่นำมาใช้รักษา และจะพิจารณาในรายที่ข้อถูกทำลายมาก และ การตรวจตาควรได้รับการตรวจจากจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ทั้งหมดนี้แพทย์จะอาศัยการซักประวัติ และการตรวจร่างกายเป็นสำคัญ

แต่คนที่สำคัญมากที่สุดคือ พ่อแม่ผู้ปกครองในการช่วยดูแลรักษาเด็กด้วยการเอาใจใส่ ส่งเสริมให้เด็กมีการศึกษา ให้ความเห็นอกเห็นใจ ความรัก คอยให้กำลังใจ เพราะบางครั้งเด็กอาจมีอาการซึมเศร้าท้อแท้ เนื่องจากคิดว่ามีร่างกายไม่สมบูรณ์เช่นเด็กคนอื่น เป็นต้น ควรปลอบโยนให้เด็กยอมรับความจริงเข้าใจโรค ได้ออกกำลังกาย และปฏิบัติตัวให้ถูกต้อง เพื่อให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตได้มากที่สุด

นอกจากนี้โรงเรียนและครูก็มีส่วนช่วยดูแลเด็ก เพราะถึงแม้เด็กที่เป็นโรครูมาตอยด์จะมีความผิดปกติทางร่างกาย และรูปร่างเล็กกว่าเด็กคนอื่นในอายุที่เท่ากัน แต่สมองของเด็กเหล่านี้ปกติ ครูควรเข้าใจและรายงานปัญหา ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน เพื่อให้พ่อแม่และแพทย์นำมาปรับปรุง และให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมต่อไป

เด็กที่เป็นโรครูมาตอยด์จะได้มีการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์ และมีชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข

ป้ายกำกับ: , ,

ฝากครรภ์…ทำกันยังไง (แม่และเด็ก)

ประจำเดือนขาดหาย…

2 ขีดขึ้นบนแท่งทดสอบ…

ฉันท้องแล้ววววววววว…

นอกจากการบอกข่าวดีนี้ให้ว่าที่คุณพ่อ และญาติสนิทมิตรสหายได้รับรู้และร่วมยินดี มีเรื่องอะไรที่ฉันต้องรีบทำเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่

เรื่องที่ต้องทำเป็นอันดับแรกนั้นก็คือ…ไปฝากครรภ์ยังไงล่ะคะ

ไม่ต้องรอให้ครบ 2 หรือ 3 เดือน ไม่ต้องรอทดสอบด้วยตัวเองหลายๆ ครั้ง เพื่อให้มั่นใจก่อน สงสัยว่าตั้งครรภ์เมื่อไหร่ก็จูงมือว่าที่คุณพ่อไปพบสูตินรีแพทย์ได้เลย เพราะการพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ตั้งแต่อายุครรภ์ยังน้อย จะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับทั้งตัวคุณแม่และลูกน้อยได้มากกว่าการไปฝากครรภ์เมื่ออายุครรภ์มากแล้ว เรียกว่ามีอะไรน่าสงสัยจะได้ป้องกันแก้ไขได้ทันท่วงทียังไงล่ะ

ฝากครรภ์…ทำกันยังไง

ก่อนอื่นคุณหมอจะทำการตรวจปัสสาวะทดสอบให้แน่ใจว่าคุณตั้งครรภ์แล้วจริงๆ และจะถามคำถามเกี่ยวกับสุขภาพโดยทั่วไป เช่น ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ สุขภาพโดยรวมแข็งแรงดีมั้ย? มีโรคประจำตัวหรือเปล่า? ตั้งครรภ์นี้เป็นครรภ์ที่เท่าไหร่? เคยแท้งบุตรหรือไม่? ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ คุณหมอจะนำมาประกอบการดูแลคุณแม่ ตลอดช่วงการตั้งครรภ์ค่ะ

หากคุณหมอถามคำถามที่ทำให้คุณแปลกใจ ว่าเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ตรงไหน อย่างถามว่า คุณใส่รองเท้าเบอร์อะไร? ก็อย่าสงสัยไปเลยค่ะ เพราะคุณหมอจะสามารถกะขนาดของกระดูกเชิงกรานของคุณ เพื่อวางแผนการคลอดได้จากขนาดของรองเท้านี่แหละ

แล้วคุณหมอก็จะชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูง เพื่อแนะนำเรื่องโภชนาการ หากคุณแม่มีน้ำหนักมากอยู่แล้ว คุณหมอจะแนะนำให้ควบคุมน้ำหนัก โดยรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง แต่มีไขมันและคาร์โบไฮเดรตต่ำ จากนั้นก็จะทำการวัดความดันโลหิต, ตรวจเลือดหาเชื้อซิฟิลิส, เอชไอวี, ไวรัสตับอักเสบ, ดูความสมบูรณ์ของเลือด, หมู่เลือด, ตรวจการทำงานของหัวใจ, ปอด, ตรวจปัสสาวะ เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตรวจในครั้งต่อไป

นอกจากนั้นอาจจะมีการตรวจลักษณะภายนอกของท้องเพื่อเช็คดูขนาดของมดลูก บางรายอาจต้องตรวจเต้านม และตรวจภายในด้วย

กรณีที่แม่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น คุณแม่อายุเกิน 35 ปี หรือมีโรคประจำตัวบางอย่างที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ก็จะมีการตรวจพิเศษเพิ่มเติม

จุดมุ่งหมายในการฝากครรภ์นั้น เพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และทารกในครรภ์จะมีสุขภาพดี แข็งแรงตลอดการตั้งครรภ์ การฝากครรภ์จึงมีความสำคัญมากสำหรับคุณแม่ เพราะหากมีปัญหาหรือสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในระหว่างนั้น คุณแม่จะได้รีบปรึกษาคุณหมอและเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที

ดังนั้น อย่ามัวรีรอ ไปพบแพทย์เพื่อตรวจและฝากครรภ์ทันทีที่สงสัยว่าตั้งครรภ์ หรืออย่างช้าไม่ควรเกิน 3 เดือนหลังจากประจำเดือนขาดหายไปนะคะ

Did You Know?

การใช้ชุดทดสอบการตั้งครรภ์นั้นควรทดสอบกับปัสสาวะตอนเช้า เพราะจะมีระดับฮอร์โมนที่เข้มข้น และควรใช้ช่วงกลางของปัสสาวะ ชุดทดสอบส่วนมากจะมีความแม่นยำมากเมื่อคุณตั้งครรภ์ 2 สัปดาห์ขึ้นไป

วิธีการใช้มี ดังนี้

1. จุ่มแถบทดสอบลงในถาดปัสสาวะ ประมาณ 30 นาที

2. นำแถบวางพาดบนถาดใส่ปัสสาวะ หรือวางบนพื้นราบๆ รอประมาณ 3 นาที

3. ถ้าปรากฏแถบสีชมพูขึ้นเพียงขีดเดียวแสดงว่าไม่ตั้งครรภ์ แต่ถ้าแถบสีชมพูขึ้น 2 ขีด ล่ะก็ เตรียมตัวไปฝากครรภ์ได้เลยค่ะ




ขอขอบคุณข้อมูลจาก


Mc แม่และเด็ก

ป้ายกำกับ: , ,

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

การวางแผนตั้งครรภ์

การวางแผนตั้งครรภ์


การวางแผนทางการเงิน

เนื่องสังคมของคนเมืองเปลี่ยนไปผู้หญิงทำงานนอกบ้านและจากภาวะเศรษฐกิจทำให้คนแต่งงานเมื่ออายุมากขึ้น กว่าจะเริ่มวางแผนมีบุตรอายุก็มากขึ้น ดังนั้นการวางแผนการมีบุตรจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะละเลยไม่ได้ การวางแผนการมีบุตรไม่ใช่จะมีเมื่ออายุเท่าไรแต่การวางแผนจะครอบคลุมถึงการเตรียมทางร่างกายและจิตใจ การเลือกแพทย์และโรงพยาบาล บทความนี้จะแนะนำบางเรื่องที่คิดว่าเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่คิดว่าจะมีบุตรสักคน การที่มีสุขภาพดีทั้งพ่อและแม่จะทำให้ลูกเกิดมามีความแข็งแรง ดังนั้นก่อนการตั้งครรภ์ท่านต้องวางแผนเรื่องต่อไปนี้

ตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์

การวางแผนมีบุตรไม่ใช่ตั้งครรภ์แล้วค่อยไปฝากครรภ์ แต่ท่านต้องไปปรึกษาสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูสุขภาพทั่วไป โรคประจำตัว ตรวจทั้งการเพาะเชื้อจากปากมดลูกและตรวจมะเร็งปากมดลูก แพทย์จะตรวจเลือดเพื่อตรวจว่ามีโลหิตจางหรือไม่รวมทั้งการตรวจหาภูมิต่อโรคหัดเยอรมันและไข้สุกใส หากไม่มีภูมิแพทย์ก็จะแนะนำให้ฉีดวัคซีนซึ่งก็ต้องใช้เวลาอีก 3 เดือนจึงจะตั้งครรภ์ได้

การตรวจทางพันธุกรรม

แพทย์จะซักประวัติโรคทางพันธุกรรมทั้งตัวคุณและคู่เพื่อพิจารณาว่าครอบครัวคุณมีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน โรคทางพันธุกรรมที่พบบ่อยคือโรคธัลลัสซีเมีย และหากคุณอายุมากคุณก็จะเสี่ยงต่อกลุ่ม down

หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ

โรคเพศสัมพันธ์บางโรคอาจจะมีผลทำให้เกิดการเป็นหมัน แพทย์จะซักประวัติโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และหากสงสัยแพทย์อาจจะเพาะเชื้อจากปากมดลูก รวมทั้งการเจาะเลือดเพื่อให้แน่ใจว่าคุณปลอดภัยจากโรคติดต่อและไม่ควรที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคน

การติดเชื้อจากอาหารก็อาจจะมีผลต่อการตั้งครรภ์เช่นการติดเชื้อ Toxoplasmosis ต้องรับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น ไม่รับประทานอาหารสุกดิบๆ และให้ล้างมือก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง ล้างผักและผลไม้ให้สอาด

หลีกเลี่ยงจากการเข้าชุมชนเพราะท่านอาจจะติดหวัดหรือโรคติดเชื้อชนิดอื่น

อาหารและวิตามินก่อนการตั้งครรภ์

ก่อนการตั้งครรภ์การให้วิตามินกรดโฟลิกวันละ 400 มก.จะช่วยป้องกันความพิการทางสมอง นอกจากวิตามินแล้วคุณต้องรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ หากคุณเป็นมังสะวิรัต โลหิตจาง หรือรับประทานน้อย คุณต้องรับประทานอาหารเพิ่ม การที่คุณได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจะก่อปัญหากับการตั้งครรภ์ เช่นหากคุณโลหิตจางจะทำให้เด็กมีโลหิตจางด้วย หากคุณรับอาหารไม่พอเด็กก็จะมีการเจริญเติบโตช้า

ความแข็งแรง

นอกจากอาหารและวิตามินแล้วความแข็งแรงของร่างกายก็จะช่วยให้คุณตั้งครรภ์และคลอดอย่างปลอดภัย มีการศึกษาว่าหากออกกำลังตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์และระหว่างการตั้งครรภ์จะทำให้คลอดได้ง่าย การควบคุมน้ำหนักไม่ให้มากหรือน้อยกว่า 15%ของน้ำหนักมาตรฐานจะทำให้เด็กเจริญเติบโตได้ดี หากคุณน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐานมากกว่า 15%แสดงว่าคุณผอมเกินไป ทำให้ตั้งครรภ์ยาก และระวังการตั้งครรภ์ในเดือนแรกๆอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียนน้ำหนักคุณจะลดลงอีก แนะนำว่าคุณควรจะเพิ่มน้ำหนักก่อนการตั้งครรภ์

คุณต้องลดน้ำหนักเพราะหากอ้วนจะทำให้เกิดโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ดังนั้นคุณควรจะลดน้ำหนักก่อนการตั้งครรภ์ หากคุณออกกำลังกายก่อนการตั้งครรภ์ก็ควรออกต่อ

การดูแลสิ่งแวดล้อม

ต้องตรวจสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวว่ามีสิ่งที่เป็นเป็นภัยต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ เช่นยาฆ่าแมลง ใยแก้ว สารตะกั่ว รังสี ควรจะหลีกสิ่งเหล่านี้ หากคุณเลี้ยงแมวบอกแพทย์ให้เจาะเลือดตรวจหาภูมิต่อเชื้อ toxoplasma หรือไม่เพราะเชื้ออาจจะทำให้พิการแต่กำเนิด หากคุณไม่มีภูมิควรจะสวมถุงมือและหน้ากากเมื่อจะสัมผัสแมว

การเปลี่ยนพฤติกรรม

สำหรับท่านที่ดื่มสุรา ติดยาเสพติด และสูบบุหรี่รวมทั้งสามีที่สูบบุหรี่ควรจะละหรือเลิกเสียเพราะจะทำให้ตั้งครรภ์ยาก และหากตั้งครรภ์ก็อาจจะมีผลเสียต่อเด็กในครรภ์

เวลาที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์

เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่วันที่ 9 ของรอบเดือนจนวันที่ 19 ของรอบเดือนโดยร่วมเพศกันวันเว้นวัน การตั้งครรภ์ไม่เกี่ยวกับท่าที่ยุ่งกันพยายามให้หลั่งในช่องคลอดให้ลึกที่สุด และไม่จำเป็นต้องนอนพักหลังร่วมเพศเนื่องจากเชื้อจะวิ่งอย่างรวดเร็วไปยังเป้าหมาย

รับประทานอาหารที่มีคุณภาพและคุมน้ำหนัก

หากคุณวางแผนที่จะตั้งครรภ์คุณควรที่จะเริ่มต้นรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลีกเลี่ยงอาหารมัน น้ำตาล การดื่มกาแฟ หรือดื่มชาจะทำให้ตั้งครรภ์ยาก ผู้ที่อ้วนต้องลดน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติสามารถตั้งครรภ์ได้

อย่าให้เกิดความเครียด

ความเครียดจะมีผลเสียต่อการตั้งครรภ์ ทำให้ตั้งครรภ์ยาก คลอดก่อนกำหนด เด็กคลอดออกมามีน้ำหนักน้อย

ป้ายกำกับ:

การปฏิสนธิ

เมื่อเชื้อของผู้ชายหรือตัว sperm ถูกปล่อยเข้าในช่องคลอดเป็นล้านๆตัว ตัวที่แข็งแรงและว่ายได้เร็วจะผ่านไปยังปากมดลูก เข้าสู่มดลูก และไปเกิดปฏิสนธิที่ท่อรังไข่ ณ.ที่แห่งนี้การกำเนิดตัวอ่อนได้เริ่มขึ้น ตัวอ่อนที่แบ่งตัวจะเคลื่อนมาฝังตัวที่เยื่อบุมดลูก และเจริญเป็นทารก

เมื่อเชื้อผสมกับไข่




ตัวอ่อนระยะเวลา 1 วัน



ตัวอ่อนระยะเวลา17-20วัน







ตัวอ่อนระยะ28-32 วัน





ตัวอ่อนระยะเวลา37-42 วัน




ป้ายกำกับ:

การวางแผนทางการเงิน

การวางแผนทางการเงิน

การมีลูกสักคนต้องมีรายจ่ายค่อนข้างมากจนมีคำเปรียบเปรยว่ามีลูกหนึ่งคนจนไป 10 ปี ดังนั้นก่อนที่จะมีบุตรคู่สามีและภรรยาต้องมานั่งวางแผนทางการเงินให้เรียบร้อยก่อน ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงมีอะไรบ้าง


การมีบุตรสักคนจะมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง
การมีบุตรจะมีผลต่อรายได้อย่างไรบ้าง
การมีบุตรจะมีผลต่อรายจ่ายอย่างไรบ้าง
ตรวจสอบนโยบายบริษัทเกี่ยวกับการหยุดงานช่วงการคลอด
ตรวจสอบกรมธรรม์ประกันชีวิตว่าครอบคลุมการใช้จ่ายเกี่ยวกับการคลอดแค่ไหน และครอบคลุมถึงเด็กด้วยหรือไม่
เริ่มต้นนิสัยการประหยัดได้แล้ว
หากยังไม่ประกันชีวิต ให้ทำเพื่อคุ้มครองชีวิตและความพิการ
เมื่อคุณมีลูกน้อยสิ่งที่โตพร้อมลูกน้อยก็คืองบการเงินซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่สามารถทราบล่วงหน้า และค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถคาดเดาได้ดงนั้นจึงต้องจัดทำบัญชีเพื่อการวางแผน

จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย
ให้คุณจัดทำรายจ่ายทั้งหมด ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าผ่อนบ้าน ค่าประกันชีวิต ค่าอาหาร ค่าเครื่องแต่งตัว ค่าน้ำมัน อื่นอีกมากมาย แล้วไปเปรียบเทียบกับรายรับในแต่ละเดือน ว่าเหลือเงินเท่าใด ส่วนที่เหลือนี้พอเหลือเก็บหรือไม่ พอที่จะสะสมให้ลูกหรือไม่ เมื่อทราบรายรับรายจ่ายแล้วคุณก็คงจะมีแนวทางที่จะตัดรายจ่ายอะไรบ้าง และมีหนทางที่จะเพิ่มรายได้อย่างไร ปริมาณเท่าใด แต่อย่าลืมสะสมส่วนหนึ่งไว้สำหรับเรื่องที่ไม่คาดฝัน และสะสมเพื่อการศึกษาของลูก
จัดซื้อของใช้สำหรับเด็ก จัดงบสำหรับซื้อของใช้ของจำเป็นสำหรับเด็ก หากคุณมีงบจำกัดต้องจัดอันดับความสำคัญก่อน และให้ตรวจดูว่ามีพี่น้องหรือคนรู้จักได้ตั้งครรภ์ก่อนหน้านี้หรือไม่ หากมีก็สามารถหยิบยืมมาใช้ เพราะเด็กโตเร็ว
ให้ตรวจสอบประกันชีวิตให้ตรวจสอบประกันชีวิตว่าครอบคลุมอะไรบ้าง หากประกันชีวิตไม่ครอบคลุมควรจะซื้อเพิ่ม
ครอบคลุมการฝากครรภ์หรือไม่
ครอบคลุมการคลอดหรือไม่
ครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำหรับเด็กหรือไม่
มีการชดเชยรายได้ระหว่างคลอดลูกหรือไม่
ควรจะซื้อประกันชนิดไหน
การซื้อประกันชีวิตเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดกับครอบครัวของคุณโดยไม่คาดฝัน เด็กจะได้มีหลักประกันบางอย่างหากมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น สำหรับความคุ้มครองที่ควรจะมีไว้คือ

ควรจะมีเงินสักก้อน หรือเป็นทุนการศึกษาของลูก
ควรจะมีเงินสักก้อนหากว่าเกิดความพิการ
ควรมีเงินชดเชยหากเจ็บป่วยต้องหยุดงาน
ควรจะมีเงินชดเชยหากพิการตลอดีวิต
อย่าลืมตรวจสอบสวัสดิการของบริษัทว่าให้อะไรแก่เราบ้างเพื่อวางแผนในการซื้อประกันชีวิต

ป้ายกำกับ: ,

ความพร้อมทางด้านสุขภาพ

ความพร้อมทางด้านสุขภาพ


สุขภาพของคู่สมรสมีผลต่อสุขภาพทารก ดังนั้นคู่สมรสที่วางแผนตั้งครรภ์ต้องรักษาสุขภาพให้ดี เพราะอวัยวะของเด็กเริ่มก่อตัวตั้งปฏิสนธิจนถึง4สัปดาห์ซึ่งผู้เป็นแม่ยังไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ วิธีการเพื่อให้สุขภาพดีมีดังนี้

ให้รับประทานกรดโฟลิกวันละ 400 มิลิกรัมทุกวันก่อนการตั้งครรภ์และให้รับประทานต่อในช่วงต้นของการรับประทานเนื่องจากช่วงนี้สมอง และประสาทไขสันหลังเด็กมีการเจริญเติบโตอย่างมาก นอกจากนั้นจะต้องรับประทานอาหารสุขภาพ อาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกซึ่งได้แก่ ผักใบเขียว
ตรวจร่างกายก่อนการตั้งครรภ์ แพทย์จะตรวจสุขภาพของท่านให้แข็งแรง อธิบายผลของการตั้งครรภ์ต่อสุขภาพ ตรวจว่ายาที่ท่านรับประทานจะมีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ ตรวจว่าฉีดวัคซีนครบหรือไม่ ตรวจว่าท่านมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่
รับประทานอาหารสุขภาพ รักษาน้ำหนักให้เหมาะสม และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงน้ำตาล อาหารมัน กาแฟ หากท่าน้ำหนักเกินจะทำให้การตั้งครรภ์ลำบาก สำหรับคนผอมจะตั้งครรภ์ง่ายกว่า ท่านสามารถตรวจสอบว่าอ้วนหรือไม่ สำหรับท่านที่ออกกำลังอยู่แล้วก็สามารถออกกำลังต่อแต่ท่านอาจจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย
หยุดการสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงสถานที่มีการสูบบุหรี่ เนื่องจากบุหรี่จะทำให้ท่านตั้งครรภ์ยากและส่งผลเสียต่อทารกจากการวิจัยพบว่าบุหรี่ทำให้ทารกเจริญเติบโตช้า ท่านควรจะหยุดบุหี่ก่อนการตั้งครรภ์
หยุดดื่มสุร เบียร์ เหล้าเพราะการดื่มสุราจะทำให้แท้ง และมีผลต่อการพัฒนาของเด็ก
หยุดยาเสพติดเพราะยาเสพติดอาจจะทำให้แท้ง คลอดก่อนกำหนด มีผลต่อการพัฒนาของเด็ก
หลีกเลี่ยงการติดเชื้อ การติดเชื้อบางชนิดอาจจะส่งผลต่อเด็กในท้อง ให้ล้างมือบ่อยๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สุก เนื้อสัตว์หรือไข่ต้องทำให้สุก ผักและผลไม้ต้องล้างให้สะอาด หลีกเลี่ยงสัตว์เลี้ยงพวกหนู หลีกเลี่ยงพวกแมวและอุจาระเพราะในอุจาระจะมีเชื้อ toxoplasmosis ซึ่งมีผลต่อเด็กในครรภ์ หลีกเลี่ยงเด็กที่เป็นหวัด ระวังโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
หลีกเลี่ยงสารเคมีที่อาจจะอันตรายต่อเด็กในครรภ์ เช่นยาฆ่าแมลง สารเคมี สี
เรียนรู้เกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรมเช่น
หลีกเลี่ยงจากความเครียด

ป้ายกำกับ:

การตั้งครรภ์เมืออายุมาก

การตั้งครรภ์เมืออายุมาก

สมัยก่อนเราจะพบคุณย่าและคุณยายยังสาวอยู่เป็นจำนวนมากแต่ปัจจุบันคนไทยแต่งานอายุมากขึ้น และยังคุมกำเนิดต่ออีกทำให้เกิดการตั้งท้องตอนอายุมาก เด็กที่เกิดจากหญิงที่มีอายุมากส่วนใหญ่จะปกติแต่ก็พบว่ามีความเสี่ยงเพิ่มจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนการมีบุตร
อายุมีผลต่อการตั้งครรภ์อย่างไร
เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไปอัตราการตั้งครรภ์จะลดลงเนื่องจากมีการตกไข่ลดลง อาจจะมีการอักเสบในช่องท้องทำให้เกิดพังผืด แม้ว่าจะตั้งครรภ์ยากแต่ครรภ์แผดมักจะเกิดในช่วงอายุ 35-39 ปี หากท่านอายุมากกว่า 30ปีมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอแล้วยังไม่มีบุตรให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
อายุมากขณะตั้งครรภ์ขึ้นมีผลต่อสุขภาพของคนท้องอย่างไร
การตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์สำหรับคนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีมีความจำเป็นเนื่องจากอายุมากขึ้นก็จะมีโรค ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ เบาหวานขณะตั้งครรภ์ เพิ่มขึ้นการควบคุมโรคก่อนการตั้งครรภ์จะช่วยลดโรคแทรกซ้อนได้ พบว่าคนท้องที่อายุมากกว่า 35 ปีจะเกิดโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์สูงกว่าคนทั่วไป 2 เท่าเมื่อเทียบกับอายุ 20 ปี
อายุมากขณะตั้งครรภ์กับการพิการแต่กำเนิด
พบว่าโรค Down syndrome จะเพิ่มขึ้นโดยพบคลอดผิดปกติ 1 รายจากจำนวนคลอดปกติ 1250 รายสำหรับอายุ 25 ปี แต่ถ้าอายุ 40 ปีจะพบคลอดผิดปกติ 1 รายจากจำนวนคลอด 106 รายแนะนำว่าหญิงท้องที่อายุมากกว่า 35 ปีควรจะเจาะน้ำคล่ำตรวจ พบว่ารอยละ 95 ผลออกมาปกติ
อายุมากขณะตั้งครรภ์กับการแท้ง
อายุมากขึ้นพบว่าอัตราการแท้งเพิ่มพบว่าอายุ 25 ปีอัตราเสี่ยงต่อการแท้งประมาณร้อยละ 12-15 แต่ถ้าหากอายุ 40 ปีอัตราเสี่ยงของการแท้งประมาณร้อยละ 25
อายุมากขณะตั้งครรภ์มีผลต่อเด็กหรือไม่
อายุขณะตั้งครรภ์มากจะทำให้เกิดปัญหาเรื่องรกมากขึ้นคือ รกเกาะต่ำ รกลอกก่อนคลอด
เด็กที่คลอดอาจจะมีน้ำหนักน้อยกว่าคนท้องที่อายุน้อย
เนื่องจากแม่อาจจะไม่แข็งแรง เด็กอาจจะเกิดความเครียดขณะคลอด Fetal distree
อายุมากขณะตั้งครรภ์มีผลต่อการคลอดหรือไม่
เมืออายุมากขึ้นจะพบว่าคลอดลำบากทำให้ต้องผ่าตัดหน้าท้องพบว่าหากท้องแรกอายุ 30 ปีจะมีอัตราการคลอดโดยวิธีผ่าตัดเพิ่มร้อยละ 30 แต่ถ้าหากอายุมากกว่า 35 ปี จะมีอัตราการคลอดโดยวิธีผ่าตัดเพิ่มร้อยละ 80
ท่านจะลดอัตราเสี่ยงได้อย่างไร
รับประทานวิตามิน โฟลิก 400 มิลิกรัมต่อวัน
ให้ตรวจสุขภาพก่อนการตั้งครรภ์และฝากท้องตามนัดอย่างสม่ำเสมอ
ให้คุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
งดดื่มสุรา
งดบุหรี่
เลิกซื้อยารับประทานเอง
เมื่อตั้งท้องต้องตรวจพิเศษอะไรบ้าง
ที่สำคัญคือต้องเจาะน้ำคล่ำตรวจ Chromosome เพื่อตรวจว่าเด็กเป็นโรค Down syndrome หรือไม่

ป้ายกำกับ:

การตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์
การเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์
ก่อนการตั้งครรภ์ท่านต้องเตรียมตัวเตรียมใจเพื่อเป็นคุณแม่คนใหม่ท่านต้องเรียนรู้เรื่องต่างๆดังนี้
คนเราตั้งครรภ์ได้อย่างไร
อาการของคนตั้งครรภ์
การตั้งครรภ์เมื่ออายุมากกว่า 35 ป
การตั้งครรภ์เมื่อมีโรคเรื้อรัง
ความพร้อมทางอรมณ์
ความพร้อมทางร่างกาย
ความพร้อมทางการเงิน
การรับประทานกรดโฟลิก
การเลือกวิตามินรวม
การเป็นหมัน
การคำนวณวันคลอด
ยินดีด้วยครับสำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์และกำลังเตรียมตัวเป็นคุณแม่ ในสมัยก่อนผู้หญิงจะมีลูกหลายคนดังนั้นเราสามารถเรียนรู้เรื่องการตั้งครรภ์รวมทั้งการเลี้ยงลูกจากแม่แต่ปัจจุบันคนมีลูก 1-2 คนทำให้การเรียนรู้การตั้งครรภ์และการเลี้ยงลูกน้อยลง เนื้อหาในบทความนี้จะนำเสนอเป็นเรื่องๆดังนี้
[ต่อ]

ป้ายกำกับ: